โพลชี้เปิดสภาถกทางออกการเมือง รัฐแค่ยื้อเวลาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 09:02 น.
โพลชี้เปิดสภาถกทางออกการเมือง รัฐแค่ยื้อเวลาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ดุสิตโพลเผยประชาชนมองเปิดประชุมสภาอภิปรายปัญหาการเมือง เป็นเพียงการยื้อเวลาของรัฐบาล ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ชี้ 3 ปัจจัยล้มเหลวยังเป็นที่พึ่งไม่ได้ในยามวิกฤต

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 63 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่มีต่อ “การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ” (เมื่อวันที่ 26-27 ต.ค. ที่ผ่านมา)” โดยสำรวจจากประชาชนที่สนใจติดตามการอภิปรายดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 1,035 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2563 เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่ออภิปรายแบบไม่ลงมติ เมื่อวันที่ 26-27 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความเห็นและช่วยกันหาทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองในขณะนี้ สรุปผลได้ ดังนี้

1. ความคิดเห็นของประชาชนกับการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่ออภิปรายแบบไม่ลงมติ (เมื่อวันที่ 26-27 ต.ค. ที่ผ่านมา)

อันดับ 1 เป็นเพียงการยื้อเวลาของรัฐบาล ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง 41.94%

อันดับ 2 นายกรัฐมนตรียังไม่ลาออก 39.00%

อันดับ 3 เป็นเกมทางการเมือง 32.32%

อันดับ 4 เป็นทางออกในการแก้ปัญหาสถานการณ์บ้านเมือง 31.93%

อันดับ 5 ส.ส. และ ส.ว. ต้องช่วยกันหาทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม 28.49%

2. “ผลบวก” ที่เกิดจากการอภิปรายครั้งนี้ คือ

อันดับ 1 ได้เห็นท่าทีของแต่ละฝ่ายชัดเจนมากขึ้น 57.20%

อันดับ 2 เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้อภิปราย/แสดงความคิดเห็น 43.93%

อันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลในการแก้ปัญหา 36.52%

3. “ผลลบ” ที่เกิดจากการอภิปรายครั้งนี้ คือ

อันดับ 1 เสียเวลา/สิ้นเปลืองงบประมาณ 53.18%

อันดับ 2 ไม่ได้ประโยชน์อะไร/ไม่มีอะไรดีขึ้น 53.08%

อันดับ 3 แต่ละฝ่ายมีธงของตนเอง/ไม่ยอมกัน 45.73%

4. หลังจากเสร็จสิ้นการอภิปรายในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ประชาชนคิดว่า "ความขัดแย้งทางการเมือง" จะเป็นอย่างไร

อันดับ 1 ขัดแย้งเหมือนเดิม 54.40%

อันดับ 2 ขัดแย้งมากขึ้น 34.78%

อันดับ 3 ขัดแย้งน้อยลง 10.82%

5. ประชาชนคิดว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ จะทำให้การเมืองไทยหลังจากนี้เป็นอย่างไร

อันดับ 1 เหมือนเดิม 51.69%

อันดับ 2 แย่ลง 35.36%

อันดับ 3 ดีขึ้น 12.95%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า อุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงนี้ ท่าทีของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งของบ้านเมือง การตัดสินใจเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญของนายกฯ เป็นก้าวแรกของการแสดงออกให้เห็นถึงความต้องการในการแก้ปัญหา

ทั้งนี้ประชาชนมองว่าเป็นเพียงการยื้อเวลาของรัฐบาลเท่านั้น แต่ก็ทำให้ได้เห็นความชัดเจนของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมากขึ้น หากรัฐบาลยังคงมีท่าทีเช่นนี้สถานการณ์บ้านเมืองก็น่าจะคงมีความขัดแย้งกันต่อไป

ด้าน รศ.ดร.รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ความล้มเหลวของการประชุมครั้งนี้ มีอยู่ 3 ปัจจัยที่ทำให้เห็นว่า ระบบรัฐสภาของไทยยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงได้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง

ปัจจัยแรกก็คือ การตั้งหัวข้อในการอภิปรายของการประชุม พบว่าการตั้งหัวข้อนั้นมีเจตนาอย่างชัดเจนที่จะทำให้เกิดการถกเถียงว่าใครเป็น “ฝ่ายผิด” ต่อวิกฤตการเมืองในครั้งนี้

ปัจจัยที่สอง คือ การคัดสรรผู้อภิปรายของฝ่ายรัฐบาลที่คัดสรรนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมาเป็นผู้อภิปราย

ปัจจัยที่สาม เห็นว่าความล้มเหลวเกิดจากทัศนคติของนักการเมืองในสภาซึ่งรวมถึงสมาชิกวุฒิสภาที่ต่างมองเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

“กล่าวได้ว่ารัฐสภาไทยเป็นองค์กรที่ไร้ประโยชน์และมิใช่เป็นองค์กรที่พึ่งพิงของประชาชนไทยยามเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง ดังนั้นการแสวงหาทางออกทางการเมืองของไทยจึงเป็นหนทางที่คับแคบและคงจะต้องมีการเผชิญหน้าเพื่อหาข้อสรุปทางการเมืองอย่างรุนแรงในอนาคต” รศ.ดร.รุ่งภพ กล่าว