“จตุพร”เตือนจงรักภักดีสถาบันจริงต้องไม่ไล่ทุบตีใคร

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 17:33 น.
“จตุพร”เตือนจงรักภักดีสถาบันจริงต้องไม่ไล่ทุบตีใคร
จตุพร พรหมพันธุ์ เตือนคนใส่เสื้อเหลืองไปทุบตีใครต้องคิดให้มากจะยิ่งสร้างความเสียหายให้สถาบัน จงรักภักดีต้องไม่ทำลายบุคคลอื่น

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk ในหัวข้อว่า"บ้านแตก สาแหรกขาด "โดยระบุถึงการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 26-27 ต.ค.2563 ที่เริ่มต้นด้วยการอภิปรายเพื่อหาทางออกจาก วิกฤต แต่ทันทีที่ นายกรัฐมนตรีอ่านแถลงในที่ประชุมรัฐสภา หลังจากนั้นก็ไม่ใช่การอภิปรายหาทางออก แต่จะเป็นการตอบโต้กันในที่ประชุมสภา และจะกลายเป็นจุดที่สร้างวิกฤตขึ้นมาใหม่

นายจตุพร กล่าวว่าวันที่ 26 ต.ค.นี้ แทนที่จะพูดเรื่องวิกฤตของชาติ ควรนำปัญหาออกมาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อยที่สุด คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลเองก็มีมติเห็นชอบในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการให้มี ส.ส.ร. ซึ่งแปลว่า หลังจากที่บรรดาหัวหน้าพรรคการเมือง อย่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงอย่างชัดเจนสนับสนุนให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ส.ว.บางคนก็บอกว่าได้รับสัญญาณใหญ่ชนิดมีใครปฏิเสธไม่ได้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิด ส.ส.ร.นั้นจะผ่านรัฐสภาอย่างแน่นอน ดังนั้นแปลว่า ส.ว.จะได้เกิน 84 เสียงซึ่ง ตนก็พูดมาตั้งแต่ต้นว่า หากผ่านก็ผ่านทั้งหมด ไม่ผ่านก็ไม่ผ่านทั้งหมด

ทั้งนี้ เมื่อแต่ละฝ่ายต่างได้แสดงสัญญาณออกมาอย่างนี้จะชักช้าทำไม ในทางกลไกในร่างของไอลอว์ หรือร่างของประชาชนซึ่งก็มีตัวอย่างมากในการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอร่างของประชาชนเข้าไปนั้น ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 – 2550 ไม่เคยสำเร็จแม้แต่เพียงเรื่องเดียวดังนั้นที่บอกว่ามีการให้สิทธิ์ประชาชนในการเสนอกฎหมายนั้นยังคงเป็นวาทกรรมลวงโลก เพราะในขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเมื่อเสนอร่างของประชาชนเข้าไปก็ถูกตีตกทุกครั้งและไม่เคยประสบความสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นมาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อขั้นตอนในการตรวจสอบรายชื่อ ผ่านสภาผู้เเทนราษฎร ส่งไปยังกรมการปกครองตรวจซ้ำซึ่งใช้เวลาเป็นแรมเดือน

อย่างไรก็ตาม แต่ละฝ่ายต้องคิดในลักษณะที่ว่า การออกมาต่อสู้นั้น หรือการจะมาสำแดงอะไรกัน ต้องดูแรงเหวี่ยงเรื่องผลกระทบ ยิ่งใส่เสื้อเหลืองยิ่งต้องคิดมาก จะไปทุบตีกับใครไม่ได้ เพราะยิ่งจะสร้างความเสียหายให้กับสถาบัน ดังนั้นต้องอยู่ด้วยความสงบ แสดงความจงรักภักดี แต่ต้องไม่มีลักษณะที่ใส่เสื้อเหลืองเพื่อไปเผชิญหน้า ดังนั้นหากรักสถาบันจริงต้องไม่กระทำในลักษณะเช่นนี้

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแม้กระทั่งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ ที่ประชุมรัฐสภา หรือจะวงกรรมาธิการก็ตาม การต่อสู้ทางการเมืองนั้นต้องไม่เอาสถาบันเข้ามาเพื่อป้องกันตนและไว้ทำลายบุคคล บางคนชั่วมาตลอดชีวิตเพราะฉะนั้นไปสู่ความดีกับใครก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ยกสถาบันมาบังหน้าพูดง่ายๆว่าเมื่อตัวเองไม่มีความดีเป็นของตังเองก็เอาสถาบันมาบังหน้าตัวเอง แล้วไปทำลาย ปฏิปักษ์ แล้วตัวเองก็กลายเป็นคนดีขึ้นมาฉับพลันทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนชั่วมาตลอดชีวิต”นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เพื่อป้องกันตนเพื่อประโยชน์แห่งตนและไว้ทำลายบุคคลอื่น เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการทำลายสถาบันเสียเอง ดังนั้นการทำหน้าที่พสกนิกรนั้นต้องใช้ความระมัดระวังในการแสดงออก แต่หากเพื่อการเผชิญหน้า หรือต้องการที่จะมีเรื่อง ต้องไม่ใส่เสื้อเหลืองออกมา เพราะยิ่งใส่เสื้อเหลืองออกมาแล้วมาก่อเรื่อง ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่การเห็นแก่สถาบัน แต่เป็นการเห็นแก่ตัวหรือพวกพ้อง