ไล่ม็อบกลับบ้าน “แล้วยังไง ?"

วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 20:31 น.
ไล่ม็อบกลับบ้าน “แล้วยังไง ?"
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

****************

รัฐบาลใช้ไม้แข็งกับม็อบ แต่คงเป็นแค่ “ยาชา” เพราะยังมีการเพาะเชื้อต่อไปไม่สิ้นสุด

เหตุการณ์ในตอนสายของวันที่ 14 ต่อเนื่องจนถึงช่วงรุ่งสางของวันที่ 15 ตุลาคม ที่รัฐบาลได้ควบคุมม็อบไปตามความรุนแรงของเหตุการณ์ จนเมื่อกลุ่มม็อบได้เข้ายึดทำเนียบที่ก่อนหน้านั้นได้ขัดขวางขบวนเสด็จ ก็ทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด ด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร แล้วขับไล่กลุ่มม็อบออกไปจากบริเวณรอบ ๆ ทำเนียบรัฐบาล สถานการณ์ดูเหมือนว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการก่อม็อบได้แล้ว แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงว่า “แล้วจะมีอะไรต่อไป”

ในส่วนของรัฐบาล แน่นอนว่าคงจะต้องแสดงบท “เอาจริง” ให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน แต่ภายใต้โครงสร้างของระบบการเมืองที่มีความเปราะบาง รัฐบาลคงจะทำงานด้วยความยากลำบาก ในขณะที่การใช้ระบบราชการและมาตรการทางการบริหารภายใต้การประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉินนี้ก็คงจะเป็นไปโดยตลอดไม่ได้ ทั้งนี้ตามระบอบรัฐสภา(ที่รัฐบาลอ้างว่านี่แหละคือประชาธิปไตย) รัฐบาลคงยังจำเป็นต้องใช้รัฐสภานี่แหละเป็น “ตรายาง” คอยรองรับการใช้อำนาจต่าง ๆ แม้จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยกลไกที่จัดวางไว้ในรัฐธรรมนูญและ “เทคนิคทางการเมือง” ที่มีกุนซือต่าง ๆ ช่วยคิด ก็คงจะพอเอาตัวรอดไปได้

แต่ถ้ารัฐสภามีปัญหาควบคุมไม่ได้ ทางออกหนึ่งของรัฐบาลก็คือ “การยุบสภา” เพื่อเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนได้ตัดสินใจเป็นประชามติโดยตรงว่า ต้องการที่จะให้รัฐบาลนี้ทำงานต่อไป หรือต้องการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ แต่การเลือกตั้งใหม่ก็คงจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลอยู่มาก ไม่เพียงแต่ความไม่มั่นใจในผลการเลือกตั้งที่จะออกมาแล้ว ก็ยังต้องห่วงเรื่องม็อบ เพราะถ้าม็อบยัง “คุกรุ่น” อยู่อย่างนี้ บางทีอาจจะเกิดปรากฏการณ์ “ล้มเลือกตั้ง” อย่างที่เคยทำกันมาแล้วในปี 2549 และจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นผู้เขียนจึงยังเชื่อว่า รัฐบาลจะประคับประคองสถานการณ์ในแบบนี้ต่อไป โดยใช้“ไม้นวม” บ้าง “ไม้แข็ง” บ้าง และถ้าหากสามารถทำให้ม็อบอ่อนแรงลง ก็จะประคับประคองให้รัฐบาลและรัฐสภานี้อยู่รอดไปจนกว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้น ซึ่งตาม “โรดแม็ป” ที่ฝ่ายรัฐบาลวางแผนไว้ก็คือต้นปี 2565 ซึ้งก็จะไปครบวาระของสภาชุดนี้และมีการเลือกตั้งใหม่ได้พอดี

ทั้งนี้ในกระบวนแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลคงจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ให้เข้ามาเกื้อหนุนรัฐบาล จึงมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลอาจจะ “ผ่อนปรน” อย่างมากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ม็อบเรียกร้อง แต่ถ้าในระหว่างที่กำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเกิดความรุนแรงขึ้นอีก รัฐบาลก็คงไม่มีทางเลือกที่จะหวนกลับมาใช้อำนาจตามพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง (โดยนัยยะที่ว่าจะมีการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินไปตลอดอายุของรัฐบาลชุดนี้ โดยวัตถุประสงค์หลักที่รัฐบาลนี้จะใช้อ้างไปเรื่อย ๆ ก็คือเพื่อที่จะควบคุมโควิดและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ) และในครั้งต่อไปนั้นน่าจะเป็นไปในแบบ “รัฐประหารเทียม” คือปิดบทบาทของรัฐสภา หรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา แล้วรัฐบาลทหารเข้าควบคุมอย่างเด็ดขาด ที่นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นพลเอกประยุทธ์หรือเป็น “คนอื่น” ก็ได้

มองมาที่กลุ่มม็อบ ภายหลังจากที่รัฐบาลเข้าควบคุมสถานการณ์ได้บางส่วน และดูเหมือนว่าขบวนการม็อบจะ “ยุบ” ลงไปพอสมควร โดยแกนนำจำนวนมากถูกจับกุม และบางคนก็ไม่ได้รับการปล่อยตัว รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่จะเข้ามาจัดการกับคดีเหล่านี้อย่างจริงจัง(และรวดเร็ว) ก็คงจะทำให้กลุ่มม็อบ “ชะงัก” ไปชั่วขณะ

แต่จากการที่ผู้เขียนได้ไปออกรายการวิเคราะห์การเมืองที่โทรทัศน์ช่องหนึ่งเมื่อคืนวันที่ 14 ที่ผ่านมา ทำให้ได้ทราบจากวิทยากรที่ร่วมรายการ(ซึ่งผู้ดำเนินรายการแซวว่านี่คือผู้นำม็อบ)ว่า การก่อม็อบของกลุ่มต่าง ๆ ในตอนนี้เป็น “ม็อบแบบใหม่” ไม่ได้เป็นม็อบที่หวังผลแตกหัก หรือมุ่งตรงไปยังข้อเรียกร้องต่าง ๆ ว่าจะต้องสำเร็จในทันที แต่มุ่งหวังที่จะสร้างกระแสเชื่อมโยง “เรียงร้อยประเด็น” ไปเป็นระยะ แล้วค่อยขมวดปม “ทอนประเด็น” ให้ค่อย ๆ กระชับ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ “ต้องการ” นั้น “เมื่อไหร่ก็ได้”

ถ้าสิ่งที่วิทยากรท่านนี้เป็นความจริง ก็น่าเป็นห่วงแทนรัฐบาลและสังคมไทยว่า สงครามครั้งนี้คงจะไม่จบลงง่ายๆซึ่งรัฐบาลก็คงจะรู้ดีแล้วว่ายุทธวิธีของกลุ่มม็อบจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการใช้โซเชียลมีเดีย“โหมกระพือ”สร้างความรู้สึกเกลียดชังรัฐบาลและ “ระบอบประยุทธ์”(อันหมายถึงทหารและสถาบันสูงสุดนั้นด้วย)ด้วยการจัด“อีเว้นต์”หล่อเลี้ยงอารมณ์ผู้คนที่ร่วมกระบวนการ

โดยหวังผลเชื่อมโยงที่จะดึงคนกลุ่มใหม่ๆให้เข้ามาร่วมม็อบ แล้วสร้างกระแสให้รุนแรงไปตามสถานการณ์ เช่น อาศัยจังหวะที่รัฐบาลผ่อนปรน เป็นต้นว่าในกระบวนการที่กำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะฉกฉวยเข้าไปร่วมในกระบวนการนั้น แต่เป็นการเข้าไปก่อกวนและโจมตีรัฐบาลร่วมไปด้วย หรือถ้ารัฐบาลเกิดทำงานผิดพลาด เช่น มีผู้บาดเจ็บล้มตายจากอีเว้นต์ต่างๆ ของม็อบ กลุ่มม็อบก็อาจจะฉกฉวยช่วงเวลานั้น สร้างมวลชนที่เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น เพื่อ“เป้าประสงค์สุดท้าย” นั้นจนได้

ผู้เขียนมีข้อเสนอว่า ภายใต้ “ภาวะอมเลือดอมหนอง” ที่สังคมกำลังบ่มเพาะความเกลียดชังและอาจจะนำมาซึ่งความรุนแรงมากขึ้น ๆ นี้ รัฐบาลอาจจะต้องทำหน้าที่ “แยกมวย” คือลดความรุนแรงของกลุ่มที่กำลังจะออกมาต่อต้านม็อบนี้ไปพร้อม ๆ กันด้วย พร้อมกับแก้ข้อบกพร่องของรัฐบาล โดยเฉพาะความล่าช้าและดูไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการเจรจากับกลุ่มม็อบให้เป็นกิจจะลักษณะ และเริ่มกระบวนการ “ปฏิรูปบางอย่าง” เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ทั้งนี้จะต้องลดภาพลักษณ์ของ “รัฐทหาร” และให้ความมั่นใจว่าทหารจะไม่มีการสืบทอดอำนาจต่อไปนั้นด้วย

คงไม่ได้ขอมากไป เพราะถ้าจะลองทำดูก็ดีกว่าที่ “แยกเขี้ยว” ใส่กันอยู่ในตอนนี้

*******************************