ผู้สมัครส.ส.พปชร.แจ้งจับกลุ่มจัดชุมนุมในมธ.ซัดหมิ่นสถาบัน

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 17:53 น.
ผู้สมัครส.ส.พปชร.แจ้งจับกลุ่มจัดชุมนุมในมธ.ซัดหมิ่นสถาบัน
อดีตผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐแจ้งจับกลุ่มจัดงานชุมนุมใน มธ.หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่ กลุ่มรักแผ่นดินเกิดยื่นหนังสือเรียกร้องให้อธิการบดี-รองอธิการบดีฯมธ.ลาออก

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่สภ.คลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายสนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง รองผกก.สอบสวน สภ.คลองหลวง เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษผู้จัดการชุมนุม"ธรรมศาสตร์ จะไม่ทน" เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาในการชุมนุมที่หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

นายสนธิญา กล่าวว่า การมาแจ้งความครั้งนี้เห็นว่าการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ศูนย์รังสิตเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ไม่เป็นประชาธิปไตย กรณีที่มีอาจารย์ 105 คนออกมาสนับสนุนข้อเรียกร้องการชุมนุมของนักศึกษาโดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา34 เป็นเรื่องสิทธิและเสรีภาพเกี่ยวกับการพูด อ่าน เขียน หรือการสื่อสารใดๆก็ตามก็จะมีกฎหมายที่บังคับอยู่ในประเด็นนั้นอยู่แล้ว แต่การชุมนุมไปละเมิดสิทธิบุคคลอื่น และไม่เคารพกฎหมายมากมาย ทำให้การชุมนุมไม่เป็นไปตามกระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรเป็นประมุข และหากมีการชุมนุมขึ้นอีกในวันข้างหน้าก็จะมีข้อเรียกร้องใหม่ขึ้นมา

ทั้งนี้ การชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญามาตรา108 ว่าด้วยผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต จึงยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูว่าการชุมนุมในวันนั้นผู้ที่ปราศรัยได้ไปละเมิดพระองค์ใดบ้าง และยังมีประเด็นอื่นๆ อีก รวมถึงเงินที่นำมาสนับสนุนการจัดการชุมนุมได้มาจากที่ใดมาจากต่างประเทศหรือไม่ เพราะขณะชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ทูตของต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประเทศไทยเหมือนกับประเทศซีเรียที่มีสงครามกลางเมือง เพราะการแบ่งแยกในประเทศ ไม่ว่าผู้ชุมนุมทั้งหมดในคืนวันที่ 10 ส.ค.63 หรือนำคลิปของนายปวิน ผู้ลี้ภัยในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในต่างประเทศมาเปิด ตนเองเห็นด้วยกับการชุมนุม แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิบุคคลอื่น และจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน หาคนผิดมาดำเนินคดีต่อไป

ต่อมา นายบัญชา บุญพยง หัวหน้ากลุ่มรักแผ่นดินเกิด และสมาชิกกว่า 30 คน ได้เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.อ. ศิวาพัชญ์ สนิทนวนธนรัฐ ผกก.สอบสวน สภ.คลองหลวง พร้อมกับยื่นหนังสือมีข้อเรียกร้องว่า "ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนของกลุ่มรักแผ่นดินเกิดใคร่ขอเรียกร้องต่อ นางเกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฯ ว่า เหตุการณ์ที่ลานพญานาค มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. การชุมนุมมีการปราศรัยจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งและเคารพสูงสุดของปวงชนชาวไทย ซึ่งผู้ใดจะกล่าวหาและล่วงละเมิดมิได้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากต่อชื่อเสียงของมหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ ก่อให้เกิดผลกระทบและสร้างความแตกแยก ความสามัคคี และสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนของชาติ

ท่านในฐานะอธิการบดี และรองอธิการบดี ผู้อนุญาตให้ใช้สถานที่จัดการชุมนุม ทราบและรับรู้ถึงพฤติกรรมในการปราศรัยของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ไม่ระงับยับยั้ง กลับปล่อยให้มีการปราศรัยจาบจ้วงล่วงละเมิด ลิดรอนพระราชอำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย ถือได้ว่าท่านทั้งสองเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น นอกจากท่านทั้งสองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นแล้ว ท่านทั้งสองจะกระทำแต่เพียงการออกมาชี้แจงแสดงความเสียใจ ขออภัยและขอโทษต่อประชาชนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้นมิได้

กลุ่มรักแผ่นดินเกิดขอเรียกร้อง ท่านอธิการบดีและรองอธิการบดี ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างสูงสุดด้วยการกราบขอพระราชทานอภัยโทษต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย และควรลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ตำแหน่งในระดับผู้บริหารอื่นใดทั้งหมดของมหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์และปณิธาอีกทั้งรักษาชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ที่เป็นสถานศึกษาทางวิชาการ และวิชาชีพชั้นสูง อันมีวัตถุประสงค์และปณิธนตามมาตร 7 ของพระรชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะต้องเป็นไปตามแนวทางต้องดีงาม และพึงปรารถนา อีกทั้งมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ โดยวัตถุประสงค์และปณิธนดังกล่าวนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องดำเนินการโดยยึดหลักความรับผิดของการชุมชุน สังคมและประเทศชาติและอื่นๆ ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ด้วย