"วัฒนา"ซัดปล่อย"บอส อยู่วิทยา"เหยียบหัวประชาชนความยุติธรรมซื้อได้

วันที่ 24 ก.ค. 2563 เวลา 17:23 น.
"วัฒนา"ซัดปล่อย"บอส อยู่วิทยา"เหยียบหัวประชาชนความยุติธรรมซื้อได้
"วัฒนา เมืองสุข"ชี้ไม่ฟ้อง"ลูกกระทิงแดง"สะท้อนรัฐบาลเผด็จการความยุติธรรมของประเทศนี้ซื้อได้และขึ้นอยู่กับเป็นพวกของใคร

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2563 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ได้ขับรถยนต์เฟอร์รารี่ทะเบียน ญญ 1111 กรุงเทพมหานคร ชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ที่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 แต่ไม่หยุดรถเป็นเหตุให้ลากร่างดาบวิเชียรไปประมาณ 200 เมตรจนถึงแก่ความตาย

ต่อมาพนักงานสอบสวน สน. ทองหล่อ ได้แจ้งข้อหา นายวรยุทธ รวม 4 ข้อหา คือ (1) ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (2) เกิดอุบัติเหตุแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ (3) ขับรถในขณะมึนเมา และ (4) ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยความผิดตาม (1)-(2) มีอายุความ 1 ปี ส่วนความผิดตาม (3) มีอายุความ 5 ปี ซึ่งขาดอายุความไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2560 คงเหลือคดีประมาทเป็นเหตุให้คนตายซึ่งจะขาดอายุความในวันที่ 3 กันยายน 2570

คดีนี้ ผู้กระทำความผิดก็ได้มีการวางแผนสู้คดีอย่างเป็นระบบโดยได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากมีการนำเอาตัวพ่อบ้านมาเป็นผู้ต้องหาแทนแต่ถูกจับได้จึงไม่สำเร็จ ส่วนพนักงานสอบสวนก็มีพฤติกรรมปล่อยปละละเลยปล่อยให้คดีตาม (1)-(3) ขาดอายุความ เพราะหากผู้ต้องหาหนีไม่พ้นจะต้องขึ้นศาลก็มีโอกาสที่จะได้รับความปราณีจากศาล เพราะคดีขับรถเร็ว ชนแล้วไม่หยุดช่วยเหลือ และเมาแล้วขับ ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้ศาลไม่รอการลงโทษล้วนขาดอายุความจะไม่ถูกนำมารวมในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

สำหรับคดีประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต นั้น เบื้องต้นอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งฟ้องซึ่งตำรวจจะต้องนำตัวผู้ต้องหามาส่งอัยการเพื่อนำตัวส่งศาลพร้อมคำฟ้องภายในอายุความ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนีจึงออกหมายจับและแจ้งตำรวจสากล แต่ที่ทำให้ประชาชนประหลาดใจคืออัยการสูงสุดกลับคำสั่งของตัวเองเป็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่คัดค้านจึงทำให้คดีนี้ถึงที่สุดเว้นแต่มีพยานหลักฐานใหม่

สาเหตุที่อัยการหยิบยกคดีที่มีหลักฐานสมบูรณ์พอฟ้องแล้วมาทบทวนใหม่ เนื่องจากมีผู้ร้องไปยังคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งมีพลเรือเอกดิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการให้มีการสอบสวนเรื่องนี้ ต่อมาคณะกรรมาธิการดังกล่าวได้สอบหาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิดจึงทำเรื่องขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด โดยอัยการเด้งรับมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบข้อเท็จจริงเพิ่ม จากนั้นกลับคำสั่งเดิมเป็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาเพราะหลักฐานไม่พอฟ้อง

จากนั้น 22 เมษายน 2559 สตช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตำรวจรวม 11 คน แล้วส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ต่อมา 29 กรกฎาคม 2562 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลตำรวจที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจนเป็นเหตุให้คดีตาม พรบ. จราจรทางบกขาดอายุความ ว่า “มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดี หรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ” จึงส่งเรื่องมาให้ สตช. ดำเนินการทางวินัย และวันที่ 31 มีนาคม 2563 สตช. ได้มีคำสั่งให้ลงโทษด้วยการกักยาม ภาคทัณฑ์ และยุติเรื่อง

ประธาน ป.ป.ช. คืออดีตนายตำรวจที่เคยเป็นเลขา ของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายของ พลเรือเอก ดิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมาธิการที่ส่งเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการสูงสุดกลับคำสั่งเดิม ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เป็นหน่วยงานเดียวกันกับที่จับกุม ตั้งข้อหา และสั่งฟ้องนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วน ป.ป.ช. ก็เป็นหน่วยงานเดียวกันกับ ป.ป.ช. ที่เพิ่งสั่งฟ้อง นายกยิ่งลักษณ์ ที่ย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี แต่หลับตากับพลเอกประยุทธ์ที่ย้ายข้าราชการหลายร้อยคน

เอากันให้เต็มที่ครับรัฐบาลและองค์กรอิสระทั้งหลาย วันนี้มีโอกาสแล้วเพราะมีนายกที่มาจากเผด็จการช่วยกันเหยียบหัวประชาชนต่อไป ความยุติธรรมของประเทศนี้ซื้อได้และขึ้นอยู่กับเป็นพวกของใคร ส่วนคนไทยความอดทนสูงครับ

บทความแนะนำ