บุญเลิศเชียร์คำนูณผลักดันกม.นิรโทษกรรม

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 11:56 น.
บุญเลิศเชียร์คำนูณผลักดันกม.นิรโทษกรรม
"บุญเลิศ"เชียร์"คำนูณ"ผลักดันออกกฎหมายปฏิรูปสร้างความปรองดอง หนุนสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพ ประสานทุกภาคส่วน ทุกสีเสื้อหาฉันทามติร่วมกำหนดขอบเขตนิรโทษกรรม

นายบุญเลิศ คชายุทธเดชอดีตรองประธานกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับแนวคิดในเชิงหลักการของนายคำนูณสิทธิสมานสมาชิกวุฒิสภาที่อภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมเสนอให้รัฐบาลสร้างความปรองดองสลายความขัดแย้งทุกสีเสื้อโดยเสนอเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรจะทำให้เกิดความปรองดอง มีหลายฝ่ายออกมาขานรับกับแนวคิดนี้ เช่น ส.ส.ฝ่ายค้าน พร้อมเข้าร่วมผลักดันให้เกิดความสำเร็จ

นายบุญเลิศกล่าวว่า เพื่อให้การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในหมู่คนไทยเกิดสัมฤทธิ์ผล ขอเสนอหลักคิด 5 ประการดังนี้

1. ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและส.ส.ฝ่ายค้าน รวมทั้งส.ว. แสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นองค์กรนำในการขับเคลื่อนเสนอแนะ เรียกร้องต่อรัฐบาลโดยประกาศสัตยาบันว่าจะร่วมกันผ่านร่างกฎหมายสร้างความปรองดองโดยเร็ว ไม่ทำเหมือนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สภาผู้แทนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา 120 วันแล้วปรากฏว่า ปล่อยทิ้งขว้าง ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร

2. สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลสถาบันพระปกเกล้าในฐานะหน่วยงานอิสระทางวิชาการในกำกับของรัฐสภาเป็นแกนกลางหรือเจ้าภาพประสานงานและหาแนวทางในการกำหนดกรอบขอบเขตการนิรโทษกรรมพร้อมกับด้านกระบวนการให้ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนทุกสีเสื้อมาพูดคุยกันเพื่อหาจุดร่วมและข้อเสนอแนะอันจะนำไปสู่การสร้างฉันทามติทางร่วมในการสร้างความปรองดอง

3. ทุกฝ่ายให้อภัยต่อกัน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่คิดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ไม่ควรติดยึดอยู่กับข้ออ้างว่ากระทำผิดกฎหมาย เพราะแท้จริงแล้ว แจงจูงใจทางการเมืองไม่มีฝ่ายใดไม่ผิดกฎหมาย

4. ผู้ที่ไม่ได้เข้ารายงานตัวตามคำสั่งเรียกของหัวหน้าคสช. และเดินทางไปต่างประเทศควรได้รับโอกาสให้กลับมาประเทศโดยไม่มีความผิดเพื่ออยู่ร่วมกับครอบครัวญาติพี่น้อง

5. ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก้ปัญหาความเดือดร้อนทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง มีทั้งพิการ ตาบอด แขนขาขาด นอนอยู่บนเตียงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตเป็นต้น นายบุญเลิศ กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมได้เห็นปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติซึ่งเป็นบาดแผลร้าวลึกต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 15 ปี ถือเป็นวิกฤตชาติที่ทุกฝ่ายควรร่วมมือร่วมใจ ด้วยความสมัครสมานสามัคคี ควรรีบดำเนินการหาทางแก้ไข อย่ามองเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องไร้สาระที่จะปล่อยให้ผ่านๆไป เมื่อนายคำนวณเปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นก็ควรที่จะมีส.ว.ช่วยกันสานต่อ เพื่อให้เกิดเป็นภาพรวมในนามของวุฒิสภา ในการกระ ทำเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

"ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและพรรคการเมือง ส.ว.จะได้หันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกันทำเรื่องปรองดองให้สำเร็จโดยเร็ว ก่อนที่ปัญหาใหม่ๆ จะประดังเข้ามาจนเกิดวิกฤตการณ์ซ้ำซ้อนที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้นจนยากต่อการแก้ไข"นายบุญเลิศกล่าว

บทความแนะนำ