นายกฯแจงสภา ย้ำความจำเป็นเสนอร่างพ.ร.บ.โอนงบ 8.8หมื่นล้าน

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 11:34 น.
นายกฯแจงสภา ย้ำความจำเป็นเสนอร่างพ.ร.บ.โอนงบ 8.8หมื่นล้าน
นายกฯแจงเหตุผลในการเสนอร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณวงเงิน 8.8 หมื่นล้าน ชี้เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากโควิด

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงหลักการและเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 88,452,597,900 บาท ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งปัญหาจากภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัย และกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนต่าง ๆ เช่น การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ อุทกภัย ภัยแล้ง ปัญหาเศรษฐกิจ การบรรเทาและแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นต้น ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ตั้งไว้ จำนวน 96,000 หมื่นล้านบาทไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายที่หน่วยรับงบประมาณได้รับจัดสรรตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นดังกล่าว

โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณผ่านกลไกของงบประมาณรายจ่ายเพื่อตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ

1.เพื่อนำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของหน่วยรับงบประมาณ บางรายการ จำนวนทั้งสิ้น 88,452,597,900 บาท ไปตั้งจ่ายเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

2.เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และปัญหาภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ.2563 รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่น ซึ่งการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีการดำเนินการมาแล้วครั้งล่าสุดในปีงบประมาณ พ.ศ.2561

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้มีความสอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมทั้งทำให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 มาตรา 35 (1) ที่กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย จะโอนหรือนำไปใช้สำหรับหน่วยรับงบประมาณอื่นไม่ได้ เว้นแต่มีพระราชบัญญัติให้โอนหรือนำไปใช้ได้

สำหรับงบประมาณและรายการที่นำไปจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 7 เม.ย.63 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ การดำเนินการจัดงานกิจกรรมต่างๆ

2.รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวที่ยังไม่ประกาศดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่ 7 เม.ย.63 หรือไม่สามารถลงนามได้ทันภายในวันที่ 31 พ.ค.63 รายการที่สามารถชะลอการดำเนินการโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2563

อย่างไรก็ตาม วงเงินงบประมาณรายจ่ายที่นำมาจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายจำนวน 88,452,597,900 บาท จำแนกเป็น 1.งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 39,893,111,100 บาท 2.งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 13,256,486,800 บาท และ 3.งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่คำนึงถึงการสร้างงานและรายได้ ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า หวังว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะให้การสนับสนุน และรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้นำงบประมาณแผ่นดินไปดำเนินการเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน