อนุทิน วอน "ส.ส.-ส.ว." อย่าตัดงบสาธารณสุข หลังเงิน 4.5หมื่นล้านจาก พรก.เงินกู้ สู้โควิดส่อไม่พอ

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 19:56 น.
อนุทิน วอน "ส.ส.-ส.ว." อย่าตัดงบสาธารณสุข หลังเงิน 4.5หมื่นล้านจาก พรก.เงินกู้ สู้โควิดส่อไม่พอ
รมว.สาธารณสุข วอน ส.ส.-ส.ว.อย่าสกัดพรบ.โอนงบฯ และพรบ.งบ 64-หลังเงิน 4.5 หมื่นล้านจากพรก.เงินกู้ ส่อไม่พอ หลังหน่วยต่างๆเสนอโครงการสู้โควิดเข้ามาเกินวงเงิน

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองแผนงานและโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข แก้ปัญหาการระบาดของของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ได้พิจารณากำหนดกรอบวงเงินการใช้งบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท จากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยกำหนดแนวทางกรอบการใช้เงินเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1.เพิ่มค่าตอบแทน อสม.คนละ 500 บาท จำนวน 1,050,000 คน เป็นเวลา 19 เดือน วงเงิน 10,000 ล้านบาท

2.ค่าใช้จ่ายการตรวจรักษา ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด โดย สปสช.(สิทธิบัตรทอง) วงเงิน10,000 ล้านบาท ตามสิทธิที่มีการประกาศไปแล้วให้สิทธิคนไทยทุกคนตรจรักษาโควิด-19 ฟรี ในจำนวนนี้จะต้องเตรียมไว้รองรับประชาชน ซึ่งถูกเลิกจ้าง เป็นผู้ว่างงาน ซึ่งจะมีการเปลี่ยนสิทธิประกันสังคมมาใช้สิทธิบัตรทอง เพิ่มขึ้นนอีกประมาณ 1,000,000 คนด้วย

3.ค่าใช้จ่ายที่ต้องสำรองไว้กรณีเกิดเหตุระบาดในช่วง 16 เดือน จัดหา วัคซีน ยา เวชภัณฑ์ และเบี้ยเลี้ยงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศไทย หรือค่าที่พัก State quarantine และการพัฒนาระบบไอที บริการประชาชน และผู้ป่วยที่จะใช้บริการของสถานพยาบาล ด้วยความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ และติดเชื้อ วงเงิน 10,000 ล้านบาท

4.ค่าใช้จ่ายในการพัฒนนาและเพิ่มประสิทธิภาพของโรงพยาบาลทุกระดับ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ รวมถึงโรงพยาบาลเฉพาะทาง และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรองรับผู้ป่วย และการปรับปรุงระบบงานต่างๆ เพื่อให้การบริการประชาชน มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น วงเงิน10,000 ล้านบาท

5.ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาความสามารถทางการแพทย์ และระบบสาธารณสุข ที่อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย และหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่น โรงพยาบาลกองทัพ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร เป็นต้นวงเงิน 5,000 ล้านบาท

รองนายกฯ กล่าวว่า การกำหนดกรอบวงเงินทั้ง 5 ข้อดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยยึดแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด โดยมีเป้าหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และทำให้ประชาชนปลอดภัยได้มากที่สุด

“เงิน 45,000 ล้านบาท ที่สภาพัฒน์กำหนดให้ใช้ในการพัฒนาระบบสาธารณสุข เป็นเงินที่ไม่มากเลย เมื่อนำมาจัดกรอบวงเงินตามภารกิจแล้ว ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า เงินจำนวนนี้ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ ดูแล ป้องกันควบคุมโรคทุกพื้นที่และบริการประชาชนทั้งประเทศ จนถึงกันยายน 2564 เพราะจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ ไม่ให้เกิดการขาดแคลน เช่น ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากมีการระบาดขึ้นมาอีก หลังจากที่มีการเปิดให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และผู้ประกอบธุรกิจสาขาต่างๆ จะกลับมาให้บริการตามปกติ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เรามีบทเรียนมาแล้ว ต้องเตรียมความพร้อมไว้รับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ให้ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน”

รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า แนวคิดของกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายการแพทย์ และระบบสาธารณสุข มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การใช้งบประมาณจำนวนนี้ จะได้ผลคุ้มค่า หากว่าเป็นการนำไปใช้เพื่อป้องกันและส่งเสริมให้ประชาชนสร้างพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการควบคุมโรคและลดการแพร่เชื้อ ลดการติดเชื้อด้วยตนเองให้มากที่สุด จึงมีความเห็นตรงกันที่จะใช้งบประมาณลงไปในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลและควบคุมโรคในชุมชนให้มากที่สุด ถ้ามีผู้ติดเชื้อน้อยก็จะมีผู้ป่วยน้อย ภารกิจของโรงพยาบาลก็จะไม่มาก ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณในการรักษาผู้ป่วย แต่ถ้าควบคุมการระบาดไม่ได้ผล จะส่งผลให้มีผู้ป่วยในโรงพยาบาลจำนวนมาก และการรักษาต้องใช้งบประมาณมากว่าการป้องกันและควบคุมโรค

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เท่าที่ทราบจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการฯ หน่วยบริการต่างๆ ทั้งในกระทรวงสาธารณสุข และนอกกระทรวงสาธารณสุข เสนอโครงการขึ้นมาจำนวนมาก และเกินวงเงิน 45,000 ล้านบาทค่อนข้างมาก ซึ่งทุกโครงการมีความเกี่ยวข้องกับการป้องกัน ควบคุมตรวจรักษาผู้ป่วยโควิด-19 สร้างความหนักใจให้คณะกรรมการฯ ที่ต้องปรับลดวงเงิน หรือตัดโครงการบางโครงการออกไป หรือตัดเครื่องมือแพทย์บางรายการออกไป เพราะโครงการเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและสร้างสุขภาพคนไทยให้แข็งแรงปลอดจากโควิด-19

ดังนั้น หากมีความจำเป็นจะไปปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อขอแนวทางในการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณ ในส่วนของการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งในการอภิปรายของ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ก็เห็นด้วยว่าควรจะเพิ่มงบประมาณในส่วนของการแพทย์ และการสาธารณสุข เพิ่มขึ้น

“หากไม่สามารถเพิ่มได้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ขอให้ ส.ส. และ ส.ว.ทุกท่าน ช่วยกันสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ และ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2564 ด้วย ถ้าให้เพิ่มไม่ได้ ก็ขอเพียงว่าอย่าตัด เพราะทุกบาทที่ใช้จ่ายในภารกิจการแพทย์ และการสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัย เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนจริงๆ”