มะเร็งคร่าชีวิต"สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" อดีตรมว.ต่างประเทศ

วันที่ 20 พ.ค. 2563 เวลา 17:25 น.
มะเร็งคร่าชีวิต"สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" อดีตรมว.ต่างประเทศ
ดร.ปึ้ง อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศยุค"ยิ่งลักษณ์"เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับเข้ารับการรักษาตัวมากว่า 3 ปี

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ต่างประเทศ อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยโรคมะเร็งตับ ที่ ร.พ.ศิริราช ด้วยวัย 67 ปี โดยเข้ารับการรักษาตัวมากว่า 3 ปี

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ ชื่อเล่น ปึ้ง สำเร็จการศึกษาปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยยังทาวน์สเตท รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งแอเคริน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา

เข้าสู่งานการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เชียงใหม่ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2539 และได้ ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย ปี 2549 ภายหลังรัฐประหารและพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค จึงย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชน และ นายสุรพงษ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เชียงใหม่ ปี 2550 ในนามพรรคพลังประชาชน ซึ่งมี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น รวมถึงได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร

จากนั้นได้ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ในการเลือกตั้งปี 2554 ได้รับเลือกเป็นส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 ของพรรคเพื่อไทย และได้เป็น รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่ง

นายสุรพงษ์ ยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมลงนามถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่นายทักษิณ ชินวัตร ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2552 และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2556 เขาได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. แทนพล.ต.อ. ประชา พรหมนอก

ทั้งนี้ ที่ประเด็นคึกโครม คือ นายสุรพงษ์ ได้ลงนามในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2554 ทั้งที่ขณะนั้น นายทักษิณ ยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่นๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว ซึ่ง นายสุรพงษ์ จึงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย 2561 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดโดยให้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

ต่อมา นายสุรพงษ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และ องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน ได้ตัดสินเมื่อวันที่ 10 ต.ค. เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็นนั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่า นายสุรพงษ์ จำเลย มีความผิดตามที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้ว

แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มีความเครียด ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาส มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท