"นายกฯ"ประชุมป้องปรามโควิด-19 ยันควบคุมได้ ขออย่าตื่นตระหนก

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 14:00 น.
"นายกฯ"ประชุมป้องปรามโควิด-19 ยันควบคุมได้ ขออย่าตื่นตระหนก
นายกรัฐมนตรี ประชุมป้องปราม โควิด 19 รับควบคุมได้ แต่ห่วงยกระดับแพร่กระจายในพื้นที่ พร้อมดูแล ภาคท่องเที่ยว-อุตสาหกรรม วอนอย่าตื่นตระหนก ด้านปลัดพาณิชย์ เร่งผลิตหน้ากากอนามัย พร้อมประสานร้านค้าปลีก วางจำหน่ายให้เพียงพอ ขณะที่ กทม. เปิดโรงเรียนสอนเย็บเอง

เมื่อวันที่ 20 กพ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติว่า วันนี้ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญเกี่ยวกับความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ ซึ่งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวงร่วมหารือถึงมาตรการต่างๆเรื่องแรกคือ การรับทราบสถานการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งมาตรการต่างๆ ที่เรามีในทุกมิติ ซึ่งได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพเราสามารถควบคุมได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่ตนก็ยังห่วงและกังวลว่า ถ้าการแพร่ระบาดเกิดระดับ 2 ไปถึงระดับ 3 มีการแพร่กระจายในพื้นที่ เราจะต้องมีมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความฉุกละหุกในการดำเนินการต่อไปและประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือเรื่องการผลิตหน้ากากอนามัย การจัดจำหน่าย วันนี้ประชาชนก็ยังขาดแคลนอยู่ และอีกเรื่องที่รัฐบาล โดย ครม.ได้เตรียมแผนการที่จะดูแลผู้ประการต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากเรื่องการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งหมด เพราะทั้งหมดเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ก็ต้องมาแก้ไขในภาพรวมเชิงบูรณาการภายในประเทศ ซึ่งคณะกรรมการที่ร่วมหารือในวันนี้ ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเข้ามาช่วยกันทำงาน ต้องขอขอบคุณทุกส่วนราชการอย่างมาก ที่สามารถร่วมมือแก้ปัญหาจนเป็นที่น่าพอใจอย่างไรก็ตาม เราต้องเตรียมมาตรการที่เหมาะสม

"ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สิ่งที่รัฐบาลได้เตรียมมาตรการทั้ง 3 ข้อไว้ เป็นการคาดการณ์เผื่อไว้ในอนาคตเท่านั้น ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่ต้องปฏิบัติ ทั้งหมดมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติไว้ชัดเจน เราต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เราไม่สามารถแก้ปัญหาในลักษณะที่ได้อย่างเสียอย่าง หรือได้อย่างแล้วเสียสองอย่าง รัฐบาลนี้จะไม่ทำแบบนั้น ขอร้องเพียงอย่างเดียวทุกฝ่ายอย่าตื่นตระหนก อย่าให้ข่าวบิดเบือน อย่าสร้างเฟกนิวส์ หรือเฮทสปีช เพราะจะทำให้การทำงานไปไม่ได้ทั้งหมด วันนี้ทุกคนเสียสละและทำหน้าที่ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ และคงจะต้องทำต่อไปอีกจนกว่าสถานการณ์จะเกิดความเรียบร้อย วันนี้สถานการณ์ในประเทศไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรายังสามารถที่จะรองรับได้อยู่ในปัจจุบัน ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องการท่องเที่ยว การประกอบการต่างๆ จำนวนมาก ในที่ประชุม ครม. สัปดาห์ต่อไปมีหลายอย่างที่นำเสนอเข้ามาแล้ว ผมจะขอสรุปนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อหามาตรการปฏิบัติต่อไป" นายกฯ กล่าว

ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า เพิ่งเสร็จจากการประชุมติดตามสถานการณ์ไวรัส #covid19 ผมยืนยันว่าเราไม่มีการปิดบังหรือบิดเบือนตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทย ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าประเทศไทยมีมาตรการการป้องกันและควบคุมโรคที่ดี มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ

ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับกระทรวงสาธารณสุขว่าหากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นต้องเตรียมการรองรับในเรื่องโรงพยาบาลและสถานพยาบาลให้เพียงพอ อีกทั้งเตรียมพร้อมในด้านเครื่องมือด้านการแพทย์ และหน้ากากอนามัย โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการสำรวจและผลิต ย้ำว่าขณะนี้สถานการณ์ของไทยอยู่ในระดับที่ 2 และอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ รวมทั้งผู้ป่วยที่รักษาอยู่ก็มีอาการที่ดีขึ้น โดยผู้ติดเชื้อยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งนี้ปัจจุบันสถิติประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 7 โดยมีประเทศอื่นแซงไทยไปแล้ว

ขณะที่นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภายหลังมีการใช้มาตรการกำกับดูแลหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือเป็นสินค้าควบคุมก็สามารถควบคุมดูแลสต๊อกต่างๆ ได้และมีการจำกัดการส่งออกโดยหลังประกาศใช้มาตรการมีการขออนุญาตส่งออก 32 ล้านชิ้น ซึ่งเทียบกับตัวเลขส่งออกปี 61 ที่ตลอดทั้งปี 67 ล้านชิ้น

โดยโรงงานที่ผลิตหน้ากากอนามัยมี 9 โรงงาน กำลังผลิตเดินเครื่องเต็มที่ 24 ชั่วโมง ผลิตได้ 35 ล้านชิ้นต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงนี้มีความต้องการสูงทำให้มีความต้องการซื้อมากขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ให้ผู้ผลิตส่งสินค้าเข้าสู้ระบบการจัดสรร ทำให้มีการบริหารจัดการกระจายให้กับโรงพยาบาลรัฐแล้วกว่า 3 ล้านชิ้น และกระจายร้านธงฟ้า 900 แห่งทั่วประเทศแล้วกว่า 2 ล้านชิ้น นอกจากนี้ได้ประสานร้านค้าปลีกที่มีสาขาทั่วประเทศอย่างเซเว่นอีเลฟเว่นและบิ๊กซี ให้ช่วยวางจำหน่ายกระจายไปทั่วประเทศและกำลังเจรจากับกลุ่มค้าปลีกอื่นๆ โดยยังจำกัดไม่เกิน 4 ชิ้นต่อคนอย่างไรก็ตามในภาวะมีความต้องการสูงบางที่จึงอาจขาดแคลนบ้าง แต่เรามีจุดจำหน่ายขอประชาชนติดต่อสอบถามมาได้ทางนักงานของกระทรวงพาณิชย์ทุกแห่ง โดยเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้มากขึ้น

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศว่ากระทรวงคมนามคมเฝ้าระวังท่าอากาศยานทั้งส่วนภูมิภาค และระดับประเทศทั้ง 6 แห่ง รวมถึงสถานีขนส่งสาธารณะต่างๆ และเพิ่มความถี่ในการฆ่าเชื้อโรคบนเครื่องบินโดยสาร รวมถึงรถสาธารณะต่างๆ เราเน้นย้ำให้การดำเนินการรัดกุม และมีความถี่มากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนการขนส่งทางอากาศ ทางการท่าอากาศยาน มีการสนับสนุนเครื่องเทอร์โมสแกน ให้มีความเพียงพอ เพือติดตั้งช่องทางเข้าจากต่างประเทศให้มีความเพียงพอ โดย รมว.คมนาคมได้แจ้งไปยังกระทรงสาธารณสุขหากมีความต้องการเพิ่มเติม ให้สามารถสนับสนุนเพิ่มเติมได้ ส่วนการช่วยเหลือเยียวผู้ได้รับผลกระทบการเดินทางเส้นทางต่างๆ ขณะนี้ การบินไทย และไทยสมายได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงการเดินทาง ในเส้นทาง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้

ด้านนางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของสำนักแพทย์และสำนักอนามัยได้มีมาตรการเฝ้าระวังในทุกเคส และป้องกันในกรณีที่อาจจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากขึ้น เช่น การเตรียมสถานที่รองรับคนป่วยที่เป็นผู้เฝ้าระวัง หากได้รับการประสานจากสธ. และอีกส่วนเรื่องของโรงพยาบาลสนาม ซึ่งขณะนี้ กทม.ได้ดูไว้แล้วว่าจะให้อยู่ตรงไหน

ขณะเดียวกัน กทม. กำลังผลิตหน้ากากอนามัยเอง โดยโรงเรียนฝึกอาชีพ กทม. 8 แห่งที่มีสอนการตัดเย็บ ซึ่งจะมีประชาชนมาร่วมทำด้วย ขณะนี้เราผลิตได้วันละ 1,000 ชิ้น เป็นหน้ากากอนามัยแบบผ้าสามารถซักได้ นอกจากนี้ เราจะไปสอนเจ้าหน้าที่และบุคคลากรในสำนักงานเขตต่างๆ ให้ทำใช้กันเอง รวมถึงยังทำการประชาสัมพันธ์เพื่อลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน เช่น โปสเตอร์ คลิปวิดีโอการป้องกันตัวเอง คลิปสอนทำหน้าอนามัย ทำให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ และมีกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งในแหล่งชุมชนและพื้นที่ที่สาธารณะในรูปแบบจิตอาสาทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะบริเวณรถไฟฟ้าที่มีคนพลุกพล่าน