รองโฆษกพลังประชารัฐชี้"ปิยบุตร"ไม่ยอมรับมติยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นความอับอายของนักกฎหมาย

วันที่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 08:42 น.
รองโฆษกพลังประชารัฐชี้"ปิยบุตร"ไม่ยอมรับมติยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นความอับอายของนักกฎหมาย
รองโฆษกพลังประชารัฐ ชี้การไม่ยอมรับมติยุบพรรคของปิยบุตรถือเป็นความอับอายของนักการเมือง เปรียบเหมือนนักฟุตบอลไม่ทำตามกติกา ชอบพุ่งล้ม-ออฟไซด์ พอแพ้ก็โทษกรรมการ

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ หรือ’อ้น’ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ  กล่าวถึงกรณีที่นายปิยบุตร  แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงไม่เห็นด้วยกับมติ กกต. ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค จากกรณีพรรคกู้เงินนาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค 191 ล้านบาทว่า  เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมเกิดความสับสน จึงขอให้ความเห็นในอีกมุมหนึ่งและตั้งข้อสังเกตถึงข้อสงสัยของนายปิยบุตรว่าอาจจะไม่อยู่บนหลักเหตุผลของกฎหมาย ไม่พิจารณาจากข้อเท็จจริง และชี้นำสังคมเพื่อกล่าวหาองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมือง

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า วิธีคิดตามหลักตรรกะทั่วไป และเหตุผลของนักกฎหมาย คือ พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองหรือเป็นบริษัทเอกชน หากเป็นพรรคการเมืองก็มาดูกฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองซึ่งก็คือ พรป . พรรคการเมือง ชื่อตรงตัวเลย และฉบับที่ใช้บังคับอยู่ก็คือ พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งในมาตรา 62 กำหนดแหล่งรายได้ของพรรคการเมืองไว้ชัดเจนว่ามี 7 ประเภท คือ 1.เงินทุนประเดิม 2. เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค 3. เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ 4. เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุน 5. เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค  6. เงินอุดหนุนจากกองทุน และ 7. ดอกผลของเงินดังกล่าว เมื่อเข้าใจตามนี้แล้วก็มาดูว่า“เงินกู้” อยู่ในข้อใดหรือไม่ ก็ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ใน 7 ประเภทที่ว่าเลย ดังนั้น “เงินกู้” จึงเป็นเงินนอกกฎหมาย เป็นเงินที่มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายข้อใดอนุญาตให้ทำได้ ดังนั้นที่กกต. มีมติว่าเงินกู้ยืม 191 ล้านบาทเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 72 จึงเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว ฉะนั้นนายปิยบุตร ไม่ควรยึดติดมาตราตามพรป. พรรคการเมือง 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ยกเลิกไปแล้ว

ทั้งนี้ ตาม พรป. พรรคการเมือง 2560  ยังระบุถึงแหล่งเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือรวมทั้งเงินนั้นได้มาจากการฟอกเงิน คอร์รัปชัน การขายยาเสพติด หรือปล้นมาตามที่นายปิยบุตรกล่าวอ้าง และยังรวมไปถึงเงินอื่นๆ อีก เช่น เงินที่มีแหล่งรายได้นอกเหนือ 7 แหล่ง (ตามมาตรา 62) เงินบริจาคที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี (ตามมาตรา 66) เงินที่รับมาจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย (ตามมาตรา 74) ดังนั้นนายปิยบุตรควรไปทำความเข้าใจบทบัญญัติของ พรป. ฉบับนี้ให้ละเอียดอีกครั้ง การออกมาให้เหตุผลทางกฎหมายของนายปิยบุตรที่ไม่ยอมรับมติ กกต. จึงอาจเป็นที่น่าอับอายของนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญสูงในสาขามหาชน ซึ่งนายปิยบุตรควรกลับไปทบทวนอ่านหนังสือ “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ของ ศ.ดร. หยุด แสงอุทัย ก่อนที่จะมาตัดสิน กกต. หรือใครว่าสอบตกหรือสอบผ่าน

ส่วนข้อสงสัย ของนายปิยบุตร ต่อการทำงานของ กกต. ว่าเร่งรัดคดีจนผิดสังเกตนั้น รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ข้อสงสัยของนายปิยบุตรเป็นการชี้นำสังคมเพื่อกล่าวหาองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมืองหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจะเห็นว่า กกต. ไม่ได้เร่งรัดการทำคดีนี้เป็นพิเศษแต่อย่างใดเลย กกต. ได้รับคำร้องจากคุณศรีสุวรรณเกือบ 7 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. และที่ผ่านมา กกต. ได้ขอเอกสารเพื่อพิจารณามาโดยตลอด พรรคอนาคตใหม่ต่างหากกลับเป็นฝ่ายเพิกเฉยและบ่ายเบี่ยงไม่ส่งพยานหลักฐานเอกสาร และขอขยายเวลาเรื่อยมา ดังนั้นการกล่าวหา กกต. จึงอาจเป็นแทกติกของนักการเมืองที่ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีแต่อย่างใด

น.ส.ทิพานัน ยังกล่าวถึงกรณีที่นายปิยบุตรเรียกร้องให้ กกต. ฟังเสียงสังคมว่า ไม่ทราบว่านายปิยบุตรกล่าวในฐานะนักกฎหมายหรือนักการเมือง หรืออะไร เพราะในฐานะนักกฎหมาย นายปิยบุตรต้องทราบดีว่า องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ควรให้กระแสสังคมเป็นเครื่องชี้นำ กกต. ต้องทำตามหน้าที่คือพิจารณาตัดสินตามข้อตัวบทกฎหมายและพยานหลักฐานเอกสารต่างๆ และในฐานะนักการเมือง นายปิยบุตรก็ต้องทราบดีอีกเช่นกันว่า ความเห็นต่างๆ ของสังคมมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับนายปิยบุตร ในสังคมประชาธิปไตยนั้น นายปิยบุตรควรยอมรับฟังความเห็นต่างด้วย ไม่ควรแนะให้คนอื่นเห็นตามตนเองและผู้สนับสนุนของตนเองเท่านั้น

“เมื่อทีมฟุตบอลของนายปิยบุตรทำฟาล์วเพราะหลงไปอ่านกติกาผิดเล่ม  ไม่ทำตามกติกาใหม่และไม่ยอมศึกษาให้เข้าใจ ดึงดันจะเล่นแบบเดิมจนละเมิดกติกาและถูกลงโทษให้เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน พอโอกาสชนะไม่ค่อยมี แทนที่จะเล่นในเกมต่ออย่างสมศักดิ์ศรี กลับใช้แทกติกพุ่งล้ม ทำออฟไซด์บ่อยๆ ให้ผู้ชมเห็นว่าการที่กรรมการเป่าเตือนหรือตัดสินเป็นเพราะกรรมการกลั่นแกล้ง พอผลแข่งแพ้ก็โทษกรรมการ โทษกติกาว่าไม่ยุติธรรม ในการกระทำเช่นนี้ถือว่าทีมไม่เคารพกติกา ไร้น้ำใจนักกีฬา เล่นไม่สมศักดิ์ศรี และไม่เคารพแฟนฟุตบอลที่สนับสนุนทีม  หากยิ่งทำต่อไปคงจะมีเพียงกลุ่มฮูลิแกนที่สนับสนุนทีมเท่านั้น” น.ส.ทิพานัน กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต