เปิดคำตัดสินศาลรธน. ฟัน "ธนาธร"พ้นสส.

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 16:07 น.

เปิดคำตัดสินศาลรธน. ฟัน "ธนาธร"พ้นสส.

ศาลรธน. ปิดทุกข้อโต้แย้ง ตัดสินให้ "ธนาธร" พ้นส.ส. ตั้งแต่ 23 พ.ค. ให้ถือว่าตำแหน่งส.ส.ว่างลงทันที ชี้ หลักฐานมีพิรุธหลายอย่าง  เหตุผลชี้แจงฟังไม่ขึ้น

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 62 เวลา 14.30 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จากกรณีถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หรือไม่  โดยในห้องพิจารณาคดีฝ่ายกกต.(ผู้ร้อง) มีผู้อำนวยการสำนักและวินิจฉัยเข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัย ขณะที่ฝ่าย (ผู้ถูกร้อง) นายธนาธรเดินทางมาฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง โดยมีนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ติดตามมาให้กำลังใจด้วย  ทั้งนี้ก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัย  เจ้าหน้าที่ศาลได้แนะนำผู้ร่วมรับฟังคำวินิจฉัยภายในห้องพิจารณา อยู่ในความสงบไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร  อย่าแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้

จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบให้นายปัญญา อุชชาชน และนายวรวิทย์ กังศศิเทียม เป็นตุลาการร่วมอ่านคำวินิจฉัย ความว่า คดีนี้ศาลกำหนดประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลงหรือไม่ และสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยพยานหลักฐานเห็นว่า กกต.ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 และกำหนดให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครประจำเขตเลือกตั้งแต่วันที่ 4 -8 ก.พ.62  ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 6 ก.พ.62  และมีชื่อนายธนาธร เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 1  เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้ง นายธนาธรถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเป็นส.ส.เนื่องจาก ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์  ตั้งแต่ 12 ม.ค.58 โดยรับหุ้นจากนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา ) ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกภาพสิ้นสุด เมื่อมีลักษณะต้องห้าม เพื่อไม่ให้ผู้เป็นเจ้าของสื่อ อาศัยความเป็นได้เปรียบ หรือความเป็นเจ้าของกิจการ เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์หรือโทษ  หรือครอบงำสื่อมวลชนทำให้สื่อไม่สามารภปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง

ข้อโต้แย้งที่1 ของนายธนาธร ที่ระบุว่า กระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบ ศาลเห็นว่า มาตรา 82 วรรค 4 กำหนดให้กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นว่าสมาชิกสภาพสิ้นสุดลง โดยกกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 พ.ค. และวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนข้อโต้แย้งที่ 2 ซึ่งนายธนาธรระบุว่า บริษัทวี-ลัค มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ และได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.61  แต่เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ แล้วเห็นว่า กิจการสื่อสิ่งพิมพ์หมายความรวมถึงวารสารและนิตยสารด้วย และเมื่อเจ้าของกิจการประสงค์จะเลิกกิจการต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อภายใน 30 วัน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทวี-ลัค มีเดียไปจดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ก่อนวันที่ 16 ก.พ. 62 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ส่งรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

นอกจากนี้ บริษัมวี-ลัค มีเดีย ยังจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ แผ่นป้าย กระจายเสียงทางวิทยุ โทรทัศน์ และเคเบิ้ลทีวี  งบการเงินที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รอบปี 59, 60 และ 61 ก็ระบุว่ามีรายได้จากการโฆษณา ดังนั้นแม้ว่าบริษัทวี-ลัคมีเดียจะอ้างว่าหยุดกิจการ เลิกจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย.61 เป็นต้นมา และแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว แต่บริษัทยังสามารถประกอบกิจการอีกเมื่อไรก็ได้ จนกว่าจะจดทะเบียนแจ้งยกเลิกกิจการ  บริษัท วี-ลัคมีเดีย จึงถือเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ข้อโต้แย้งที่ 3 นายธนาธร อ้างว่า ในวันสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นายธนาธรไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย แล้วเพราะได้โอนหุ้นให้นางสมพร ตั้งแต่วันที่  8 ม.ค.62  แต่จากการไต่สวนพบว่า แบบสำนารายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้าในวันที่ 12 ม.ค.58 และ 21 มี.ค 62  ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน 670,000 หุ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 62 จึงมีการส่งสำเนาบอจ. 5 ระบุว่านางสมพรเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว

ข้อชี้แจงว่า มีโอนหุ้นที่ปรากฏตามตราสารการโอนหุ้น มีลายมือชื่อ น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ เป็นพยาน และมีการจ่ายค่าตอบแทนในการโอนหุ้นจำนวน  6.7 ล้านบาท เป็นเช็คธนาคารกรุงศรีฯ ลงวันที่ 8 ม.ค.62 สั่งจ่ายนายธนาธร ต่อมามีการโอนหุ้นให้นายทวี จรุงสถิตพงศ์ และโอนกลับคืนให้นางสมพร โดยไม่มีค่าตอบแทน ทำให้ต้องวินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่านายธนาธรโอนหุ้นจริงหรือไม่ 

โดยพบว่าในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จะมีการส่งรายชื่อตามบอจ. 5 ให้กรมธุรกิจการค้าโดยเร็ว เป็นปกติทุกครั้ง เช่น ในปี 52  จัดส่งบัญชีภายในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น หรือในการประชุม ปี 58  ก็จัดส่งบัญชีภายในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นการโอนหุ้นของนางสมพรให้นายธนาธร แต่การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค.กลับไม่ปรากฏการส่งสำเนาบอจ.5 ทั้งที่เป็นหลักฐานสำคัญในการเข้าสู่การเมืองของนายธนาธร  ซึ่งผิดปกติไปจากที่ผ่านมา ทั้งที่มีความสำคัญต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะจะทำให้มีลักษณะต้องห้าม

แม้ฝ่ายของนายธนาธรจะแก้ข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้ส่งสำเนาบอจ. 5 ในทันที เพราะมีการเลิกจ้างพนักงาน จึงไม่มีนักบัญชีมาติดตามจัดการหลักฐานทางทะเบียน ดังเช่นตลอด  10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของน.ส.ลาวัลย์ ที่ระบุว่า สามารถทำได้ถ้ามีคำสั่งให้ทำ เพราะน.ส.ลาวัลย์มีหน้าที่แจ้งแบบสำเนาบอจ. 5  อยู่แล้ว ประกอบกับการยื่นเอกสารดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยไม่มีความยุ่งยาก โดยบริษัทวี-ลัค มีเดีย จัดส่งสำเนาบอจ. 5 งบดุล ทางอิลเล็กทรอนิกส์ มาตั้งแต่ปี 59-61

ส่วนประเด็นที่นางสมพรสั่งจ่ายเช็คค่าหุ้นวงเงิน 6,750,000 บาท แต่กลับนำเช็คไปขึ้นเงินตรงกับวันที่กกต. ส่งคำร้องให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งเป็นเวลานานถึง 128 วัน  ทั้งที่ประมวลกฎหมายแพ่ง กำหนดให้ผู้ทรงเช็คมีหน้าที่นำเช็คไปยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ขึ้นเงินภายใน 1 เดือน กรณีเช็คต่างเมืองให้เวลา 3 เดือน  โดนคดีนี้เป็นเช็ค ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เจ้าของเช็คจึงมีหน้าที่นำไปขึ้นเงินภายในวันที่  8 ก.พ.62  และเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี พบว่า เช็ควงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะเรียกเก็บเงินภายใน  42-45 วัน แต่ในการเรียกเก็บเช็ค ฉบับลงวันที่ 8 ม.ค.62  กลับใช้เวลาถึง 128 วัน  ส่วนเช็คบางฉบับที่ใช้เวลา 98 วันในการขึ้นเงิน ก็มียอดเงินเพียง 27,000 บาทเท่านั้น

ข้ออ้างที่ นางรวิพรรณเบิกความว่าไม่สะดวกจะนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะต้องดูแลบุตรซึ่งเป็นเด็กทารก รวมถึงยังอ้างว่าทนายความนำเช็คต้นฉบับไปใช้ต่อสู้คดี ก็ขัดแย้งกับหนังสือของกกต. ที่ชี้แจงต่อเลขากกต. ว่า นายธนาธรส่งสำเนาเช็คมาชี้แจงเท่านั้นไม่ได้ส่งเช็คต้นฉบับมาแต่อย่างใด    แสดงให้เห็นว่านางรวิพรรณสามารถนำเช็คเข้าบัญชีได้ตั้งแต่ 9 ม.ค. 62 ข้อโต้แย้งจึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อถือไม่ได้ เพราะเป็นเช็คขีดคร่อม โอนไปยังบุคคลอื่นไม่ได้ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้  เพราะนางรวิพรรณก็ไม่มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค  จึงไม่ต้องรอเวลาถึง 4 เดือนเศษ

สำหรับประเด็นที่นางสมพรโอนหุ้นให้แก่นายทวี หลานชาย แล้วต่อมาได้โอนกลับคืนนางสมพรนั้น ศาลเห็นว่า การโอนหุ้นให้และการโอนหุ้นคืน โดยไม่มีค่าตอบแทนตามที่อ้างความสัมพันธ์เครือญาติ ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้กับนายธนาธรซึ่งบุตร แม้นางสมพรจะอ้างว่าต้องการให้นายทวีเข้ามาช่วยฟื้นฟูกิจการ แต่การโอนหุ้นโดยไม่มีค่าตอบแทนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะเอกสารต่างๆบริษัทวี-ลัคมีเดีย สามารถจัดการได้เองในภายหลัง อีกทั้งการโอนหุ้นคืนภายในเวลา 2 เดือนเศษ โดยอ้างว่าศึกษาแล้วต้องใช้เงินลงทุนอีกหลายล้านบาท 

ข้อเท็จจริงส่วนนี้ขัดกับปกติวิสัยของนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องศึกษาแผนและทดลองปฏิบัติตามแผนเสียก่อน และเมื่อเทียบกับสถานะทางเศรษฐกิจของนางสมพรแล้ว  การอ้างว่ากิจการวี-ลัค มีเดีย มีหนี้สิน 10 ล้านบาท  ก็ต่างจากการงบดุลที่นำส่ง โดยแจ้งว่ามีลูกหนี้เพียง 2 ล้านบาทเศษ จำนวนเงินดังกล่าวไม่ตรงกัน  หนี้สินจำนวนไม่มาก การทวงถามและวิเคราะห์โครงสร้าง สามารถให้ทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการแทนได้  โดยไม่จำเป็นต้องโอนหุ้นให้หลานก็ได้  เพราะการเป็นผู้ผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจบริหาร ติดตามหนี้สิน หรือบริหารเงินสด การที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าโอนหุ้นกันในวันที่ 8 ม.ค.62 โดยมีพยานบุคคลกลุ่มเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐานต่างๆแล้ว เห็นว่าล้วนเป็นการกล่าวอ้างเพียงให้เจือสมกับหลักฐานที่ปรากฏตาม บอจ. 5  ที่โอนหุ้นกลับคืนจากนายทวี

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องการการเดินทางกลับจากการปราศรัยในจ.บุรีรัมย์ มายังบ้านพักในกรุงเทพฯ ในวันที่ 8 ม.ค.62 เพื่อโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ให้กับนางสมพรนั้น แม้จะฟังได้ว่าเดินทางกลับมาจริง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่านายธนาธรอยู่ในกทม.เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามีการโอนหุ้นในวันดังกล่าวจริง  เพราะการโอนหุ้นต้องพิจารณาจากหลักฐานทั้งปวง แม้ผู้ถูกร้องจะมีพยานหลักฐานมาแสดง แต่การโอนหุ้นจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อต้องจดแจ้งต่อนายทะเบียน

กรณีจึงมีข้อพิรุธหลายจุด หลายประการ สอดรับแน่นหนาจากพฤติการณ์แวดล้อมมากกว่าพยานของผู้ถูกร้อง และมีน้ำหนักหักล้างพยานของผู้ถูกร้อง “ฟังได้ว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ในวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้สมาชิกภาพของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 62 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ถือว่าวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย หรือวันนี้ (20 พ.ย.) เป็นวันที่ตำแหน่ง ส.ส.ว่างลง ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนรายชื่อ ส.ส.ในลำดับถัดไปแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 7 วัน

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ