ยังไม่ทันเริ่มบริหารประเทศ "ทวี"แนะ ส.ส.เตรียมเข้าชื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
เลขาธิพรรคประชาชาติ แนะ ส.ส. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญขวาง"บิ๊กตู่" พร้อมเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ
เลขาพรรคประชาชาติแนะส.ส.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญขวาง"บิ๊กตู่" พร้อมเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ
6 มิ.ย.62 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึง "คุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องร่วมกันทำความจริงให้ยุติ เพื่อสร้างบรรทัดฐานการเมืองไทย"
โดยมีเนื้อหาว่า "ต้องนำเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเพื่อหาข้อยุติ และหากมีอุปสรรคอื่นๆ ที่เรื่องไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วยเหตุใดๆก็ตาม ยังมีช่องทาง โดยการที่ ส.ส.จำนวน 1 ใน 5 ของ ส.ส.ทั้งหมด หรือ 100 คน เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะได้ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ส.ว.ไม่สามารถช่วย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ และถือว่าเป็นการส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้น”
จากการประชุมรัฐสภา ที่ประกอบด้วย ส.ส.และ สว. เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผลการโหวต พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น สมาชิกรัฐสภาได้ทำหน้าที่อภิปรายในสภา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะเนื้อหาในการอภิปรายเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม มาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญฯ คือ
1.ประเด็นคุณสมบัติตาม มาตรา 160 (5) “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
เพราะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนด “มาตรฐานทางจริยธรรม” และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่ ส.ส.,ส.ว.และคณะรัฐมนตรีด้วย
"มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561”
กรณี ตาม ข้อ 27 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ตามหมวด 1มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ตั้งแต่ ข้อ 5 ถึง ข้อ 10 อาทิ
"ข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”ฯลฯ
สมาชิกรัฐสภา อภิปรายว่าคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกับมาตรฐานจริยธรรม ข้อ 5 มาก ในพฤติกรรมที่ พลเอกประยุทธ์ หน.คสช ที่ทำรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 50 และล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และพฤติกรรมที่ใช้อำนาจตาม ม 44 จนถึงปัจจุบัน สมาชิกเห็นว่า ไม่ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการฝ่าผืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามข้อ 5 แล้ว และยังมีข้ออื่นๆที่สมาชิกอภิปรายอีก
2.ประเด็น มาตรา 160 (4) “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”การอภิปรายได้นำกรณีที่เหตุการณ์สำคัญที่ส่อไปทางทุจริตและไปเชื่อมโยงกับมาตรฐานจริยธรรมลักษณะร้ายแรง หมวดที่ 1
3.ประเด็น มาตรา 160 (6) “ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (15)” คือ เป็นพนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐฯ หรือ รัฐวิสาหกิจ หรือ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
4.ประเด็น มาตรา 114 “โดยขัดกันแห่งผลประโยชน์” รวมถึงใช้ มาตรฐานจริยธรรม ข้อ 11 “ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม”
ประกอบกับข้อมูลและข้อเท็จจริง สมาชิกรัฐสภาที่อภิปรายและลงมติ ใช้เวลาถึงประมาณ 14 ชั่วโมง ไม่ควรจบแค่ผลโหวตว่าใครมีคะแนนเสียงมากกว่าเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น
ที่สำคัญจะต้องหาข้อยุติว่า ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 หรือไม่
ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบที่เป็นที่ยุติ?
เรื่องนี้จึงเห็นควรที่ ส.ส. ต้องร่วมกันผลักดันนำเรื่องคุณสมบัติที่มีประเด็นว่าต้องห้าม ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ได้วินิจฉัยให้เกิดความกระจ่างชัดต่อไป เพื่อยกระดับหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
แต่ถ้ายังเห็นว่า องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยได้ถูกเลือกมาโดย หัวหน้า คสช ที่ถูกโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่รับเรื่องหรือไม่ดำเนินการ หรือปัญหาอื่นๆในการวินิจฉัย ควรหาข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมเมื่อพิจารณาระยะเวลาเห็นว่าเหมาะสม ส.ส.จำนวน 1 ใน 5 ของ ส.ส.ทั้งหมด หรือ 100 คน เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะได้ (ตาม รธน.ม.151) ที่ประชุมเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คน และมติเสียงข้างมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่อยู่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้น ส.ส.จึงต้องรักษากฎหมายและความยุติธรรม จะต้องผลักดันให้การตรวจสอบ คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นจริง เพราะ “ประชาชนชาวไทยทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองตามรธน.และภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน”


