‘อภิสิทธิ์’ย้ำจุดยืนไม่หนุน‘บิ๊กตู่’ปชป.ต้องยึดอุดมการณ์ของพรรค

วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 20:52 น.
‘อภิสิทธิ์’ย้ำจุดยืนไม่หนุน‘บิ๊กตู่’ปชป.ต้องยึดอุดมการณ์ของพรรค
“มาร์ค”เปิดใจยันจุดยืนเดิมไม่หนุน“บิ๊กตู่”เป็นนายกฯแต่เป็นเรื่องกก.บห.ชุดใหม่ที่ต้องตัดสินใจชี้ขั้วที่3ตั้งรัฐบาลยากเหตุเสียงไม่พอ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการพูดคุยกับ น.พ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ หรือหมอเอ้ก ผ่านการไลฟ์สด Facebookตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาถูก 2 ขั้วการเมือง ซึ่งขณะนี้กลายเป็นคู่ขัดแย้งหลัก เปลี่ยนการเลือกตั้งกลายเป็นการเลือกข้าง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางตรงกลางเพื่อเป็นทางออก จึงทำให้ประชาชนที่ตัดสินใจเลือกข้าง ไม่คิดว่า ประชาธิปัตย์เป็นคำตอบ

อย่างไรก็ตามการประกาศจุดยืนทางการเมืองไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกมองว่า ส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ 3 ล้าน 9 แสนกว่าเสียงที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ อย่างน้อย 70-80 % เชื่อว่า เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการประกาศจุดยืนทางการเมืองดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องรักษาคำพูด เพื่อรักษาฐานเสียง 3.9 ล้านเสียงที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับคนที่บอกว่า จะตัดสินใจ เพราะอยากได้คนที่เคยเลือก แต่เที่ยวนี้ไม่ได้เลือก ก็เป็นสิทธิ์ที่จะคิดได้ แต่สำหรับตนเองลาออกจากหัวหน้าพรรค โดยไม่ลังเลเพราะถือว่า เรื่องการรักษาจุดยืนและคำพูดเป็นเรื่องสำคัญก็อยากให้พรรคทำแบบนั้น แต่ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของพรรคคือ เข้าสู่การพิจารณาของกรรมการบริหารพรรคและส.ส. ซึ่งก็ไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้ เพราะเราตกลงกันไว้ว่า จะไม่พูดลึกลงไป แม้จะถูกกดดันจากกลุ่ม New เดิมก็ตาม

“ผมยืนยันว่า การประกาศ ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นความพยายามต่อสู้กับกระแสให้ประชาชนเลือกข้าง สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่อารมณ์ส่วนตัว แต่อยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์พรรค และคิดว่า ตอนนี้ได้สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่า ความขัดแย้งในทางการเมืองวนเวียนอยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นข้อเท็จจริงในสังคม จะให้ผมพูดว่า สิ่งที่พูดไปไม่จริงหรือเกินเลยอุดมการณ์ก็ยืนยันว่า ไม่ใช่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการจัดตั้งขั้วการเมืองที่ 3 นั้นเป็นเพียงข่าวลือ ซึ่งไม่ขอลงรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นกระบวนการภายในของพรรคที่จะตัดสินใจทางการเมือง แต่ขอพูดอย่างนี้ว่า โดยข้อเท็จจริงและกติกา เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ขณะนี้เหมือนถูกบังคับให้เลือกข้างอยู่ แต่ทั้งสองข้างเดินไปแล้วคงจะราบรื่นยาก ความหมายคือ อยู่ดีๆมีข่าวว่า ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทย ซึ่งก็แปลกใจเพราะได้ประกาศจุดยืนไปตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว แต่สมมุติว่า ถ้าประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยเปลี่ยนข้างไปอยู่ที่พูลแมนตามข่าวลือ นับตัวเลขแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะมีเสียง ส.ส. มากถึง 376 เสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ มีแค่ 126 เสียงในสภาก็เพียงพอแล้ว

"ในขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ มีเกิน 125 จากหลายปัจจัยรวมถึงสูตรการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อของ กกต. ดังนั้นการเมืองขั้วที่ 3 จึงไม่สามารถปิดสวิตช์ ส.ว. ได้จริง ในทางกลับกันสมมุติภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมกับพลังประชารัฐจะมีเสียงเกินครึ่งประมาณ 3-5 เสียง เท่านั้นอาจจะพอ สำหรับการบอกว่า ได้เสียงเกินครึ่ง แต่ยากต่อการบริหารประเทศทำให้เกิดความคิดเรื่องงูเห่า จึงมีคำถามว่า หากทำแบบนี้ สังคมจะยอมรับหรือไม่ และจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงประชาธิปัตย์จะต้องคุยกันเพื่อค้นหาวิธีไม่ให้อยู่ในสภาวะแบบนี้หรือไม่" นายอภิสิทธิ์ กล่าวนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคว่า ต้องให้โอกาส นายจุรินทร์ในการดำเนินการตามแนวคิดที่จะทำให้อุดมการณ์ทันสมัย รวมถึงการตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต ซึ่งสส.และกรรมการบริหารพรรคจะประชุมกัน โดยเห็นว่า นายจุรินทร์ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่จะต้องมาช่วยพรรค

"ได้เรียนหัวหน้าพรรคไปแล้วว่า จะทำหน้าที่เป็นสส.และสมาชิกพรรคพร้อมช่วยหัวหน้าพรรคในทุกเรื่อง ถ้าถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาได้ไหมขึ้นอยู่กับว่าพรรคจะสามารถทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเรื่องอุดมการณ์และจุดยืนได้หรือไม่ จะทำให้คนเห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่วางใจได้ พึ่งได้ ตอบโจทย์ปัญหาประเทศได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกลับมาไม่ได้ แต่ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็คงยาก"นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

บทความแนะนำ