posttoday

"เศรษฐพงค์" ฟันธงปี 2019 เป็นปีแห่งการทำโพลจากประชาชน

01 มกราคม 2562

อดีตรองประธานกสทช.เชื่อปี2019 จะเป็นปีที่เกิดการทำโพลที่เกิดจากความร่วมมือจากประชาชนจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย

อดีตรองประธานกสทช.เชื่อปี2019 จะเป็นปีที่เกิดการทำโพลที่เกิดจากความร่วมมือจากประชาชนจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย

พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้คาดการณ์ไว้ว่า “ในปี 2019 ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี social media จะทำให้สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมจะได้รับความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก เพราะประชาชนจะเริ่มทำโพลกันเองบน social media และมีความแม่นยำกว่า” และยังให้ข้อมูลต่อไปว่า

2-3 ปีที่ผ่านการเติบโตของจำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น 20% ทุกๆ ปี และมาผู้ใช้ social media ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านรายทุกๆ วันนับมาเป็นเวลาสองปีแล้ว โดยมีจำนวนผู้ที่เพิ่งใช้ social media เป็นครั้งแรกภายในปี 2017 ปีเดียวถึง 250 ล้านราย ซึ่งมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ใช้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากผู้ใช้ในทวีปแอฟริกา

ประชากรทั่วโลกมีประมาณเกือบ 8 พันล้านคน และมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถึง 5.5 พันล้านคน โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะมีการซื้อขายสินค้าและทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Mobile-first shoppers) เกือบทั้งหมดภายในทศวรรษที่จะถึงนี้ จนทำให้บริษัท social media มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปสู่การทำกิจกรรมทุกกิจกรรมของมวลมนุษยชาติ

สถิติการใช้ Facebook ของคนทั่วโลกที่ใช้งานอยู่มีถึงกว่า 2 พันล้านคน, YouTube มีผู้ลงทะเบียนถึง 1.8 พันล้านคน, Instagram มีผู้ใช้ 1 พันล้านคน และ LINE มีผู้ลงทะเบียนถึง 600 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ที่มีผู้ใช้ social media ถึง 51 ล้านคน (74% ของประชากร) และผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 55.56 ล้านคน (80% ของประชากร) และผู้ใช้ social media ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ 46 ล้านคน (67% ของประชากร) และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ คนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ยอยู่กับอินเทอร์เน็ตถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นจึงชัดเจนว่า social media จึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

จากที่ social media ที่มีคนทั่วโลกนับร้อยล้านพันล้านคนมาเกาะอยู่บนเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Line, Instagram และอื่นๆ ได้กลายเป็นแหล่งวิเคราะห์ความคิดเห็นโดยตรงจากประชาชนจำนวนมหาศาลแบบ realtime แล้ว ยกตัวอย่างเช่น Facebook มีการให้บริการตั้งคำถามเพื่อขอความคิดเห็นในรูปแบบการโหวต, การแสดงความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบบน YouTube

กระบวนการด้าน Data analytics และ AI ที่สามารถทำการเชื่อมโยง (cross platform) ความเห็นในเรื่องเดียวกันระหว่าง Facebook และ YouTube ด้วยการโยงความเห็นในมิติของข้อความกับ video ได้อย่างแนบเนียน จนทำให้การทำโพลบน social media เริ่มจะมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือกว่าการทำโพลจากสถาบันและบริษัทรูปแบบดั้งเดิม ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การลงทุนในการทำโพลของสถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมนั้นสูงกว่าการทำโพลบน social media เป็นอย่างมาก และยังใช้เวลาในการวิเคราะห์ที่ช้ากว่า social media มากอีกด้วย

ปรากฏการณ์ที่เราเริ่มเห็นการโหวตกันเองง่ายๆ ของประชาชน เช่น การเปรียบเทียบความนิยมนักการเมือง ก็เริ่มมีให้เห็นใน Facebook ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำโพลของสถาบันวิจัยใดๆ แต่เกิดจากการร่วมมือกันเองจากประชาชนจำนวนมากบน social media ซึ่งเราจะเริ่มเห็นระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากความร่วมมือ (Collaborative economy) จากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ บริษัทที่ทำ cryptocurrency และเทคโนโลยี Blockchain ก็เริ่มนำเสนอระบบการโหวตด้วยการใช้ App บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (Blockchain Voting System) แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน มีหลายประเทศเริ่มทดลองใช้แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, เซียร์ราลีโอน, สวิสแลนด์ และอีกหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการยอมรับแพร่หลายในภาคเอกชนและสังคมเครือข่าย social media จนจะทำให้สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมจะเริ่มหมดสภาพและไม่ได้รับความน่าเชื่อถือเหมือนที่ผ่านมาในอดีต

จากการทำโพลจากภาคประชาชนที่จะเริ่มเกิดขึ้นในคนรุ่น Gen Y และ Gen Alpha โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ก็จะทำให้สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดสภาพและไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งจะทำให้การสื่อสารระหว่างประชาชนคนไทยกับผู้บริหารประเทศเกิดขึ้นโดยตรงมากขึ้นด้วย social media โดยมีการเชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่นและ realtime ซึ่งจะมีความลึกซึ้งกว่าที่เห็นกันในวันนี้อย่างมากจนทำให้แนวคิด “Future Government” ที่อำนาจรัฐจะลดลงและอำนาจประชาชนจะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นจริงในทศวรรษจากนี้ไป

พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ ได้สรุปว่า “ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป เราจะได้เห็น social media ทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้การทำโพลของประชาชนนับแสนนับล้านคนบน Facebook หรือ YouTube มีความแม่นยำอย่างยิ่ง จนทำให้สถาบันโพลที่มีชื่อเสียงค่อยๆ เสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นไทยปิดพุ่ง 14.21 จุด รับ Election Rally ต่างชาติซื้อ 3,355 ล้าน