posttoday

หลากหลายแนวคิดและแนวทางเรื่องวัคซีนโควิด-19 (12)

27 เมษายน 2564

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*******************

ช่วงหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มี “ข่าวร้าย” เรื่องวัคซีนโควิด-19 ของออกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่ดูจะ “ร้ายแรง” กว่าเพื่อน คือ กรณีทางการเดนมาร์กออกมาประกาศ “เลิกใช้” วัคซีนชนิดนี้ในทุกกรณี

การประกาศ “ข่าวร้าย” นี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2564 เป็น “ข่าวใหญ่” ในตัวเองด้วย เพราะมีการ แถลงข่าวโดย นายซอเรน โปรซตรอม เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของเดนมาร์ก ร่วมกับแทเนีย อิริกเซน ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมของเดนมาร์ก ขณะนายซอเรนยืนแถลงข่าวหลังโพเดียมข้างขวา แทเนียซึ่งยืนอยู่ห่างราว 1 เมตรเศษหลังโพเดียมอีกตัวหนึ่ง ล้มลงทั้งยืน ข่าวว่าน่าจะเป็นลมจากการทำงานหนัก และหลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเธอก็หายเป็นปกติดี

ขณะประกาศงดใช้ เดนมาร์กยังมีวัคซีนนี้เหลืออยู่อีก 1.4 ล้านโดส เหตุผลที่งดใช้เพราะพบการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในอัตรา 1 ต่อ 40,000 โดส ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน ก็ “ระงับใช้ชั่วคราว”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจาก อย.ยุโรป ออกรายงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 เพียงสัปดาห์เดียว โดยรายงานดังกล่าว ตั้งชื่อเป็นข้อสรุป “ยอมรับ” อย่างเป็นทางการว่า “อย. ยุโรป พบความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ (ของวัคซีนนี้) กับการเกิดลิ่มเลือดผิดปกติ (unusual blood clots) ร่วมกับการมีเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งพบน้อยมาก (very rare)”

พร้อมกับชื่อรายงานที่บอก “ข่าวร้าย” รายงานนี้มีประโยคนำพิมพ์ด้วยตัวหนาว่า “อย.ยุโรป ยืนยันว่าอัตราประโยชน์ต่อความเสี่ยงโดยรวม (Overall benefit-risk) ยังคงเป็นบวก”

รายงานนี้มาจากคณะกรรมการความปลอดภัยของ อย.ยุโรป ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “คณะกรรมการประเมินความเสี่ยงจากการเฝ้าระวังความปลอดภัยของยา” (Pharmacovigilance Risk Assessment Committee) ชื่อย่อ “แพรค” (PRAC)

รายงานนี้ประเมิน และสรุปจากข้อมูลนับถึงวันที่ 4 เมษายน 2567 ซึ่งมีการฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกาไปราว 34 ล้านโดส ในยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งมีรายงานการเกิดภาวะเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำใหญ่ในสมอง (cerebral venous sinus thrombosis : CVST) รวม 169 ราย และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำในช่องท้อง 53 ราย

มีบางรายเกิดในหลอดเลือดแดง โดยมีบางรายพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกง่าย ร่วมด้วย คณะกรรมการได้สัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ป่วยภาวะเลือดอุดตันในสมอง 62 ราย และในช่องท้อง 24 ราย ซึ่งมีรายงานนับถึงวันที่ 22 มีนาคม 2564 มี 18 รายเสียชีวิต จากจำนวนผู้ได้รับวัคซีน 25 ล้านคน ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน ส่วนใหญ่เกิดในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถสรุปหาสาเหตุของอาการไม่ถึงประสงค์ (adverse reaction) นี้ได้ แต่ชี้ว่า “คำอธิบายที่มีทางเป็นไปได้ (plausible explanation) คือ เป็น “การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน” ของร่างกาย เมื่อได้รับ “สิ่งแปลกปลอม” เข้าไป เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดจากการใช้ยาเฮปาริน (Heparin) ซึ่งเป็นยาละลายลิ่มเลือด แต่กลับทำให้เกิดเกล็ดเลือดต่ำ (Heparin induced thrombocytopenia : HIT)

ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น แทนที่จะรักษาด้วยเฮปาริน ยานี้กลับเป็นยาที่ห้ามใช้ (Contraindication)

จะเห็นว่า ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อนสูงมาก ทำให้มีสิ่ง “แปลกๆ” เกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์จะต้องพยายามหาคำอธิบายที่อยู่บนข้อมูลและหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางวิทยาศาสตร์

สำหรับกรณีนี้ คณะกรรมการประเมินความปลอดภัยของยามีข้อแนะนำ สรุปได้ คือ

(1) ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน และเกล็ดเลือดต่ำเกิดได้จากวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา

(2) โอกาสเกิดภาวะดังกล่าวต่ำมาก แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพื่อให้สามารถได้รับการช่วยเหลือและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน

(3) จะต้องเข้ารับการรักษาโดยเร่งด่วน เมื่อมีอาการต่อไปนี้ในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังรับวัคซีน คือ (ก) หายใจไม่สะดวก (ข) เจ็บหน้าอก (ค) ขาบวม (ง) ปวดท้องไม่หาย (จ) มีอาการทางระบบประสาท เช่น ปวดหัวมาก ตามัว (ฉ) มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังนอกบริเวณที่ฉีดวัคซีน

ณ วันที่ 7 เมษายน 2564 อย.ยุโรป ยังยืนว่าวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา ยังมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง วัคซีนนี้มีประสิทธิผลในการป้องกันโควิด-19 ลดอัตราการต้องเข้านอนในโรงพยาบาล และลดอัตราตาย

อย.ยุโรป สรุปตอนท้ายของรายงานว่า คำแนะนำของ อย.ยุโรป เป็นข้อมูลพื้นฐานให้ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศนำไปใช้ในการวางแผนและดำเนินการรณรงค์เรื่องวัคซีนของตนเอง โดย “อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นกับความจำเป็นและสภาวะแวดล้อมของแต่ละประเทศ เช่น อัตราการติดเชื้อ กลุ่มประชากรที่ควรได้รับวัคซีนก่อน วัคซีนที่มี และอัตราการนอนโรงพยาบาล”

นอกจากวัคซีนของแอสตราเซเนกาแล้ว “ข่าวร้าย” ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งวิจัยและพัฒนาขึ้นตาม “แนวคิด” (Concept) เดียวกันกับของแอสตราเซเนกา คือ เป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสอะดีโนเป็นพาหะ (viral vector vaccine) ไวรัสอะดีโนที่ใช้เป็นไวรัสอะดีโนในมนุษย์ (human adenovirus) ส่วนของไวรัสโคโรนาที่ใช้เป็นส่วนของโปรตีนจากส่วนหนาม (spike protein) หรือโปรตีนเอส (s-protein) เช่นเดียวกัน

วัคซีนนี้ทดสอบระยะที่ 3 ในคนราว 43,000 คน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 และประกาศผลเมื่อ 29 มกราคม 2564 ว่า 28 วันหลังฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียว สามารถป้องกันการเกิดอาการของโรคโควิด-19 ได้ 66% ป้องกันอาการรุนแรงได้ 85% และป้องกันการต้องเข้านอนโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนนี้ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ได้กรณีฉุกเฉิน ทั้งจาก อย.สหรัฐ และยุโรป ในเวลาต่อมา และเป็นวัคซีนชนิดที่ 3 ที่ อย.ไทยรับขึ้นทะเบียนเพื่อใช้กรณีฉุกเฉิน ต่อจากวัคซีนของแอสตราเซเนกาและของซิโนแวค วัคซีนนี้นอกจากฉีดเพียงเข็มเดียวแล้ว ยังเก็บรักษาได้ในตู้เย็นปกติ ไม่ต้องแช่แข็งที่ -70oซ. และ -20oซ. เหมือนของ ไฟเซอร์และโมเดอร์นา

ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป และแอฟริกาใต้ ประกาศระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันชั่วคราว ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังพบภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 6 รายในสหรัฐ จากการฉีดวัคซีนนี้ไปแล้วราว 6.8 ล้านเข็ม ทั้ง 6 ราย เกิดในหญิงอายุ 18-48 ปี หลังฉีด 6-13 วัน 1 รายเสียชีวิต อีก 3 ราย ยังอยู่ในโรงพยาบาล

การระงับใช้วัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันชั่วคราว เป็นคำแนะนำจากการแถลงร่วมกันของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติและ อย.สหรัฐ โดยออกคำแถลงเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2564 และคณะกรรมการที่ปรึกษาการใช้วัคซีน (Advisory Committee on Immunization : ACIP) จะเร่งประชุมพิจารณาต่อไปโดยเร็ว

วันเดียวกัน บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันออกคำแถลงระงับการใช้วัคซีนนี้ของตน ทั้งในประชากรทั่วไปและในการทดสอบในโครงการวิจัย

ประเทศไทยรับขึ้นทะเบียนทั้งของแอสตราเซเนกาและจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดยของแอสตราเซเนกาที่เข้ามาแล้วราว 1.1 แสนโดส มีเหลือให้เฉพาะคนที่ฉีดโดสแรกไปแล้ว ต้องรอล็อตต่อไปในเดือนมิถุนายน ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันยังไม่มีเข้ามา ของซิโนแวคที่เข้ามา “ขัดตาทัพ” ก็มี “ข่าวลบ” จากเมืองจีนเองว่าประสิทธิผลต่ำ

สหรัฐและยุโรป ระงับหรือเลิกใช้วัคซีนของแอสตราเซเนกา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เพราะเขามีตัวเลือกที่เชื่อว่าดีกว่า คือ ของไฟเซอร์กับโมเดอร์นา ซึ่งเขาสั่งจองไว้ “เหลือเฟือ” ขณะที่ของเรา “ด้อยพัฒนา” ในระบบกฎหมาย ทำให้มีข้อจำกัดในการสำรองวัคซีนในภาวะภัยพิบัติ สิ่งที่ควรทำคือ ใช้สติ และปัญญา ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ และชั่งน้ำหนักเพื่อการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ

ข่าวล่าสุด

สี จิ้นผิง–ปูติน ย้ำพันธมิตรจีน-รัสเซีย แนบแน่น ท่ามกลางสงครามยูเครน