ปริศนาเงินในธนาคาร

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 19:05 น.
ปริศนาเงินในธนาคาร
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

*****************

หลังจากมีการเปิดโปงทางสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเงินในบัญชีธนาคารของแกนนำม็อบบางคน ทำให้สังคมที่บริโภคสื่อออนไลน์ฮือฮากันยกใหญ่ วิพากษ์วิจารณฺกันไปต่างๆนาๆ ส่วนใหญ่ถามว่า จริงไหม? หลายคนเชื่อว่าเป็นจริง หลายคนยังลังเลว่าจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี หรือจะเป็น ไอ.โอ.ของฝ่ายตรงข้ามกับม็อบ ยิ่งผู้ถูกกล่าวหาเงียบ คนก็เลยเชื่อว่าน่าจะเป็นจริง

บางคนบอกว่า ควรรอดูไปก่อนว่า แกนนำม็อบที่ถูกพาดพิงจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อไปแล้ว เพราะครอบครัวของแกนนำม็อบเยาวชนแต่ละคนก็ไม่ใช่ร่ำรวย ซ้ำแกนนำม็อบก็ยังเป็นนักศึกษา ไม่มีงานการทำเป็นหลักแหล่งพอที่จะสะสมเงินได้คนละหลายล้านบาท บางคนมีถึงยี่สิบล้านบาท ส่วนแกนนำรุ่นใหญ่บางคนมีตัวเลขที่ถูกกล่าวอ้างในบัญชีถึงระดับร้อยๆล้านบาท เมื่อดูอาชีพปกติแล้วไม่น่าจะมีเงินมากถึงขนาดนั้น

แม้ว่าจะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ก็ต้องถูกถึงหลายงวด ถึงจะมีเงินในบัญชีมากขนาดนี้

ที่บัญชีของแกนนำคนหนึ่งมีมากถึงหลายร้อยล้านบาท ถ้าเป็นจริง แสดงว่าคนนี้สำคัญมาก เพราะคุมเงินที่เอาไว้ใช้จ่ายให้กับผู้มาร่วมชุมนุม โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบใช้ความรุนแรง ที่ต้องมี “ค่าใช้จ่าย” พิเศษ เนื่องจากอาจมี “การยั่วยุ” ที่เสี่ยงต่อการติดคุกติดตะราง หรือเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของตนเองหรือจากฝ่ายตำรวจ เสี่ยงต่อการติดคุกติดตะราง จึงต้องมีค่าจ้างที่ “คุ้ม” กับจ็อบ

ถามว่า การปล่อยข่าวดังกล่าวเป็น “ไอโอ” หรือไม่ คำตอบคือ น่าจะเป็น สมัยก่อนเราเรียกวา “ปฏิบัติการเปิดโปง” ยุทธการหรือปฏิบัติการนี้จะได้ผล ก็ต้องเอาข่าวจริงมาเปิดโปง หากเอาข่าวปลอมมาเล่น พอคนจับได้ในภายหลัง ความน่าเชื่อถือก็จะหมดไป ต่อไปปล่อยข่าวอะไรมาอีกก็ไม่มีคนสนใจ

ข่าวดังกล่าวอ้างถึงวัน เดือน ปีล่าสุดของบัญชีดังกล่าว ซึ่งดูแล้วก็น่าเชื่อถือ ประหนึ่งว่าได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารมาเรียบร้อยแล้ว จะโดยวิธีใดก็ตาม เพราะมีหน่วยงานราชการบางแห่งที่มีหน้าที่และอำนาจสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้

โดยทั่วไป ธนาคารที่ดูแลบัญชีอยู่ต้องปกป้องความลับของลูกค้าอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องร่วมมือกับทางราชการตามกฎหมายที่กำหนดหากเรื่องนั้นกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่หน่วยราชการผู้ตรวจสอบต้องปกปิดแหล่งข่าวเต็มที่

หลายคนแปลกใจว่า เหตุการณ์ผ่านไปแล้วสองสามอาทิตย์ ยังไม่มีปฏิกิริยาจากเจ้าของบัญชีที่ถูกอ้างถึงแต่อย่างใด ทำให้ถูกตีความไปต่างๆ นาๆ ว่า บางคนบอกว่าเป็นเรื่องไม่จริง แกนนำม็อบจึงไม่จำเป็นต้องตอบโต้หรือชี้แจง เพราะจะเท่ากับเป็นการต่อความยาวสาวความยืด

บางคนวิจารณ์ว่า ที่แกนนำที่ถูกอ้างถึงไม่ออกมาชี้แจงก็เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า ข้อกล่าวหานั้นเป็นจริง จึงใช้ความเงียบทำให้เรื่องเลือนไปจากความทรงจำของประชาชน เพราะโวยวายออกก็ไปมีแต่เสีย

บางคนบอกว่าเจ้าของบัญชีถูกกักขังอยู่ จึงไม่มีช่องทางในการชี้แจงกับประชาชน เรื่องนี้มีคนโต้ว่า หากไม่เป็นเรื่องจริง ก็สามารถใช้ทนายออกมาชี้แจงได้เหมือนอย่างที่ทำในหลายครั้ง แสดงว่าเจ้าของบัญชีไม่ต้องการชี้แจง

มีเพียงแกนนำม็อบผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาแก้ตัวแทนเพื่อนๆว่า คนเราทำงานก็ต้องมีเงินเก็บสะสมบ้าง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเจ้าของบัญชีมีเงินเป็นล้านหรือหลายล้านบาท

แต่ก็มีเสียงโต้ว่า เจ้าของบัญชีส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานอะไร หลายคนยังเป็นนักศึกษา เรียนหนังสืออยู่ไม่ได้มีงานพิเศษทำนอกเวลา การทำกิจกรรมนักศึกษาตามปกตก็ไม่น่าจะสร้างรายได้มากขนาดนี้ ดังนั้น เงินจำนวนมากเหล่านี้มาจากไหน

สังคมไม่เชื่อว่าเด็กที่ยังไม่ทำงานจะมีเงินในบํญชีมากหลายล้านบาทเช่นนี้ อีกทั้งครอบครัวก็ไม่ได้รวยที่จะแบ่งเงินมาใส่บัญชีลูกเป็นจำนวนหลายล้านบาท มีเสียงวิจารณ์ว่า หากแกนนำเจ้าของบัญชีต้องการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ต้องแสดงความโปร่งใสและความจริงใจต่อประชาชน ด้วยการเปิดเผยที่มาของเงินดังกล่าว เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามหลักการประชาธิปไตย หรือบอกว่าเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง

เป็นการตอกหน้าคนที่ทำ ไอ.โอ ให้หน้าหงายไปเลยที่นำความเท็จมาเสนอต่อประชาชน

หากเป็นเงินบริจาคที่แยกกันเก็บไว้เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหว ก็ต้องออกมาบอกว่าเป็นเงินบริจาคในช่วงเวลาไหน จะไม่บอกชื่อผู้บริจาคก็ได้ แต่ก็มีคำถามตามมาว่า หากเป็นเงินบริจาคมากขนาดนี้ ทำไมจึงแยกย้ายกันเก็บไว้ในบัญชีของบุคคลต่าง ๆ ด้วยเหตุผลอะไร ทำไมไม่อยู่ในบัญชีส่วนกลาง เช่น ตั้งกองทุนขึ้นมา ที่ให้ประชาชนตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นการดีของคนทำม็อบว่ามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามหลักการประชาธิปไตย

และเท่ากับช่วยแก้ข้อสงสัยของสังคมด้วยว่า เป็นเงินที่ประชาชนบริจาคจริงหรือไปรับเงินมาจากนายทุนคนไหนมาเคลื่อนไหว เงินทองเป็นของบาดใจ และบ่อยครั้งที่ทำร้ายคนที่ถือเงินด้วย

เรื่องเงินใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น เมื่อมี “ผู้รับ” ก็ต้องมี “ผู้ให้” สำหรับเรื่องผู้ให้นั้นไม่มีปัญหา เพราะมีคนพร้อมจะให้แลกกับการสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองเพื่อให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ได้ และลามปามไปถึงสถาบันที่อยู่สูงกว่ารัฐบาล

คนที่พร้อมจะจ่ายมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่ต้องการล้มรัฐบาลประยุทธ์ เพราะปล่อยให้อยู่นานไม่ได้ โอกาสกลับคืนสู่อำนาจของตนและพวกมีแต่จะริบหรี่ลงทุกที การแก้รัฐธรรมนูญที่จะทำให้พลิกกลับมาเป็นประโยชน์กับฝ่ายตนก็ไม่สำเร็จ

คนให้ที่อาจเป็นได้ทั้งคนไทย และ/หรือต่างชาติมีเงินเหลือเฟือ เงินที่อยู่ในบัญชีแกนนำม็อบเยาวชนน้อยมาก ถือว่าเป็นเพียงเศษเงินก็ได้ ยกเว้นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มใช้กำลังซึ่งมีตัวเลขสูง แต่ถ้าทำสำเร็จก็คุ้ม

เรื่องนี้มีประเด็นที่สังคมสงสัยมากมาย และต้องการคำตอบ คำตอบนั้นจะบอกว่าอนาคตของแกนนำม็อบเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมแกนนำม็อบถึงไม่ฉลาดที่เก็บเงินไว้ในบัญชีของตนเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่า รัฐบาลมีอำนาจและช่องทางที่จะตรวจสอบได้ หากถูกตรวจพบและตนเองชี้แจงไม่ได้ หรือชี้แจงแล้วประชาชนไม่เชื่อ มีแต่เสีย

ทำไมคนจ่ายถึงจ่ายเงินตรงให้กับแกนนำม็อบ ซึ่งจะถูกตรวจสอบที่มาที่ไป เส้นทางของเงินได้ง่าย ในที่สุดก็จะย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของเงินผู้ให้ทำไมไม่จ่ายเป็น “เงินสด” และผู้รับเก็บเงินสดนั้นไว้ เพื่อไม่ให้มีหลักฐานทางบัญชีย้อนกลับมายังผู้รับแล้ว แต่นี่คนรับเงินกลับเอาไปเข้าบัญชีของตนเอง เมื่อเงินจำนวนมากเกินกว่าขีดความสามารถในการหาเงินด้วยวิธีปกติ ทำให้สังคมเกิดความสงสัย

ส่วนคนให้จะอ้างว่าเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาก็คงอ้างไม่ขึ้น เพราะคนให้เป็นญาติพี่น้องหรือสนิทกันมากขนาดไหนถึงเอาเงินมาให้เป็นหลายล้านบาทเช่นนี้ ถ้าไม่มวัตถประสงค์อื่นแอบแฝง

มีคนที่พร้อมจะจ่ายเพื่อให้แกนนำม็อบเคลื่อนไหวก่อกวนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และด้อยค่าสถาบันกษัตริย์หรือไม่ คำตอบก็คือ มี ถามต่อว่าน่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศ คำตอบก็คือ หากจะทำ ก็ทำได้ทั้งคนไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกลียดชังสถาบันสูงสุด และไม่ชอบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่ใช่ว่าคนมีเงินจะทำได้ทุกคน เพราะบางคนใจไม่ถึง แต่คนที่ใจถึงก็มีและทุ่มมาแล้ว

ถามต่อไปว่า เงินนี้อาจมาจากต่างชาติได้หรือไม่ คำตอบก็คือ คนไทยจะไม่ประหลาดใจใดๆเลยหากมีการสนับสนุนจากต่างชาติ เพื่อกดดัน ต่อรองรัฐบาลไทยให้กระทำอันสอดคล้องกับผลประโยชน์ของเขา

สมมติว่ามีการจ่ายเงินจากคนไทยหรือต่างชาติจริง แล้วทำไมแกนนำม็อบถึงเอาเงินใส่ไว้ในบัญชีตนเองจนถูกตรวจสอบได้ ทำไมสปอนเซอร์ถึงยอมให้แกนนำใส่เงินไว้ในบัญชี ในเมื่อสปอนเซอร์มีวิธีการอีกมากมายที่จะไม่ให้เงินจำนวนนี้ย้อนรอยกลับไปยังผู้ให้ มีคำถามว่า แกนนำซึ่งเป็นคนฉลาดไม่รู้เลยหรือว่า หากเก็บเงินจำนวนมากเกินกว่าความสามารถในการหาเงิน ไว้กับตัวเช่นนี้ เป็นจุดอ่อนและไม่ควรทำ บางคนแย้งว่า คนฉลาดแต่ไม่เฉลียวยังมีมากในเมืองไทย

เราอาจศึกษาได้จากวิธีการที่สปอนเซอร์ต่างชาติทำในการสนับสนุนสายลับ หรือ แกนนำม็อบในประเทศต่างๆ คือ เปิดบัญชีในชื่ออื่นในสถาบันการเงินในประเทศสปอนเซอร์ เพื่อเวลาแกนนำม็อบหนีคดีไปประเทศดังกล่าว ก็มีเงินทุนไว้ใช้จ่ายและใช้ในการศึกษาต่อได้

อีกวิธีหนึ่งที่ใช้คือ เปิดบัญชีในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งฝากเงินคอรัปชั่นหรือเงินที่ได้มาโดยมิชอบ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งฟอกเงิน ที่แกนนำม็อบอาจเดินทางไปเที่ยวและทะยอยนำเงินบางส่วนนั้นกลับมาใช้ได้

หรือจ่ายผ่าน เอ็น.จี.โอ.หากถูกจับได้ก็เป็นเรื่องการทำงานของ เอ็น.จี.โอ.

หรืออาจส่งมอบเงินสดให้ในการพบปะกันทางลับเป็นครั้งคราว หรือเปิดบัญชีภายใต้ชื่ออื่นไว้ให้เบิกมาใช้ในจำนวนที่ไม่มากเกินไปจนเป็นที่น่าสงสัย เหล่านี้เป็นวิธีการที่หน่วยข่าวต่างประเทศใช้ในการจ่ายเงินให้กับสายลับในไทย เส้นทางและวิธีการส่งมอบเงินค่าใช้จ่ายหรืองเงินค่าจ้างเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สายลับถูกเปิดเผยตัว

แต่ “จุดอ่อน” ของสายลับแทบทุกเชื้อชาติและสัญชาติ ก็คือ เมื่อทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต พอมีเงินแล้ว แม้จะใจแข็งเพียงใด แต่วันหนึ่งก็อยากใช้เงินที่ได้มาเพื่อหาความสุขให้กับตนเองและครอบครัวก่อนตัวเองจะตายหรือถูกจับได้ สายลับมีการใช้จ่ายเงินผิดปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม แกะรอย และจับกุมได้ในที่สุดจุดอ่อนของสายลับแต่ละคนที่ผ่านมาคือ พอมีเงิน ก็อดที่จะใช้เงินไม่ได้ หากใส่เงินในบัญชีชื่อของคนอื่นก็กลัวจะโดนโกง จึงไปโอนเงินมาใส่บัญชีของตนเองเพื่อความสบายใจ

เล่าเรื่องคดีจารกรรมให้ฟังเพื่อใช้เปรียบเทียบ สายลับทั่วโลกมักจะเป็นอย่างนี้ ระยะแรกการระมัดระวังตัว การรักษาความปลอดภัยก็ดี พออยู่ไปนาน ๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และคิดว่าไม่น่าจะมีคนรู้ การรักษาความปลอดภัยก็เริ่มผ่อนคลาย โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงินตอบแทน เมื่อทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตก็อยากสุขสบายก่อนตายหรือก่อนเข้าคุก

ที่พูดมาข้างบนนั้น ไม่ได้หมายถึงว่า แกนนำม็อบดังกล่าวที่มีเงินเก็บมากผิดปกติในบัญชีจะเป็นแบบจารชนดังข้างต้นที่มักจะมีจุดอ่อนเรื่องการเก็บและใช้จ่ายเงินเสมอ แต่ความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจารชนหาข่าวหรือสายลับบ่อนทำลาย ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเรื่องเงินคงไม่แตกต่างกันนัก

ในเมื่อสังคมคาใจ เจ้าของบัญชีก็น่าจะมาเคลียร์กับสังคมให้ชัดเจน เพื่อแสดงความบริสุทธ์ใจถึงแหล่งที่มาของเงิน เราทำงานอะไรจึงมีเงินเก็บขนาดนี้ ถ้าข่าวข่างต้นไม่

จริงก็บอกว่าไม่จริง เป็นข่าวปลอม และเอาบัญชีมาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้เสียเลย ไหนๆเราเป็นคนของสังคมแล้ว ก็ต้องโปร่งใสกับสังคม

นอกจากนั้น จะได้ทำให้ภาครัฐคนทำ ไอ.โอ.หน้าแหกที่เอาข่าวปลอมมาหลอกคนทั้งเมือง ต่อไปเวลาทำ ไอ.โอ.อีก ก็จะไม่มีคนเชื่อถือ

แต่ถ้าเงินในบัญชีเป็นของจริง เจ้าของบัญชีก็ต้องบอกว่าทำงานอะไรจึงเก็บเงินได้มากขนาดนั้น คนไทยมีแต่จะชื่นชมที่คนหนุ่มสาวพวกนี้ทำงานสุจริตเก็บเงินได้มากขนาดนี้ คนหนุ่มสาวอื่นๆ จะได้ทำตามบ้าง

หากเงียบอยู่อย่างนี้ หรือถือสุภาษิต“นิ่งเสียตำลึงทอง”คงไม่ดี เพราะทำให้คนสงสัยว่า แกนนำม็อบไปรับจ๊อบใครมาก่อกวนบ้านเมือง โดยเฉพาะจากคนที่สูญเสียอำนาจหรือจากชาวต่างชาติ ถ้าไม่พูดหรือแสดงหลักฐานอะไรเสียเลย เครดิตของแกนนำม็อบที่สร้างมานานจะหดหายไปในทันที

เราเรียกร้องให้แกนนำม็อบเจ้าของบัญชีมาเคลียร์เรื่องนี้ให้จบ ๆ ไปเสียเถิด อย่าให้เป็น “ปริศนา” ในสังคมต่อไป สังคมจะได้หยุดถามเรื่องนี้กันเสียที ผู้เขียนเองก็ถูกถามจนไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน นอกจากบอกว่าให้รอคำแถลงจากเจ้าของบัญชีดีกว่า จะได้รู้กันว่า ใครจะหน้าแหก เจ้าของบัญชี หรือคนทำ ไอ.โอ.ในเมื่อคิดจะเป็นแกนนำม็อบ ความโปร่งใสและความเชือถือไว้วางใจเป็นเรื่องที่สำคัญ (จบ)