
คลังไม่ถอยเกณฑ์บัตรสวัสดิการ ยันไม่ตรวจภาษีย้อนหลัง ปมใช้สิทธิพ่อแม่ลดหย่อน
ปลัดคลังย้ำไม่เคยพูดเรื่องตรวจสอบภาษีย้อนหลังกรณีใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ เดินหน้าเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้เผชิญแรงต้าน ชี้ต้องคัดคนไม่จนจริงออกจากระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงผู้ที่เดือดร้อนที่สุดอย่างแท้จริง
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีผู้ใช้สิทธิลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่จะใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการคัดกรองผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น
- คลังจะเดินหน้าใช้เกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเดิม โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนที่สุด และพิจารณาจากข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ประกอบ
- ชี้แจงว่าผู้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่ควรให้พ่อแม่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก เพราะสะท้อนว่ามีศักยภาพในการดูแล และหากพ่อแม่ยื่นอุทธรณ์ รัฐจะยึดสิทธิของพ่อแม่เป็นหลัก
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่เคยพูดว่าจะมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ไม่ได้อุปการะดูแลจริง ตามเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ พร้อมย้ำว่าเกณฑ์ที่กำหนดออกมามีความชัดเจนแล้ว และกระทรวงการคลังจะเดินหน้าใช้เกณฑ์ดังกล่าวต่อไป
โดยหลักการของเกณฑ์การคัดกรองในรอบนี้ มีอยู่ 3 เรื่องสำคัญ โดยข้อแรกคือ โครงการนี้ต้องการช่วยเหลือคนที่ลำบากที่สุดจริง ๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีลูกหลานหรือคนในครอบครัวคอยดูแล ส่วนคนที่ยังมีฐานะดีกว่ากลุ่มนี้ แม้อาจมีรายได้ไม่มาก รัฐบาลก็จะหามาตรการหรือโครงการอื่นเข้ามาดูแลต่อไป
สำหรับกรณีที่สั่งให้กรมสรรพากรรวบรวมข้อมูลผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดูพ่อแม่ในกลุ่มผู้ยื่นภาษีกว่า 11 ล้านรายนั้น มีเป้าหมายเพื่อนำข้อมูลมาประกอบการคัดกรองเท่านั้น ไม่ใช่การตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยหลังจากได้ข้อมูลแล้วจะนำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อดูว่ามีผู้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ และในเวลาเดียวกันพ่อแม่ยังได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่หรือไม่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินเบื้องต้นว่า ผู้ที่อาจหลุดสิทธิจากเกณฑ์การใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่มีไม่มากนัก แต่เกณฑ์ที่น่าจะทำให้มีผู้ถูกคัดออกจำนวนมากคือเรื่องหนี้สิน เนื่องจากต้องตรวจสอบข้อมูลกับเครดิตบูโร หากพบว่ามีหนี้ในระบบเกิน 100,000 บาท ก็สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดที่รัฐต้องการช่วยเหลือ
ส่วนหลักการข้อที่ 2. คือ ผู้ที่ยังมีความเดือดร้อนแต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มยากจนที่สุด จะได้รับการดูแลผ่านมาตรการอื่นของรัฐบาลในอนาคต ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงอย่างเดียว
ขณะที่หลักการข้อที่ 3. คือ ผู้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็ควรเป็นผู้ที่ดูแลพ่อแม่จริง เพราะเจตนาของมาตรการนี้ต้องการให้ลูกหลานกลับไปช่วยดูแลบุพการี เพื่อลดภาระของรัฐ หากไม่ได้ดูแลจริงก็ไม่สมควรได้รับสิทธิลดหย่อนดังกล่าวในปีภาษีต่อไป
นายลวรณย้ำว่า กระทรวงการคลังไม่เคยมีแนวคิดตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และอยากให้สังคมหันมาพูดถึงสาระสำคัญของเรื่องนี้มากกว่า นั่นคือมีคนจำนวนเท่าใดที่ใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง และคนกลุ่มนี้สมควรได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไปหรือไม่
นอกจากนี้ เมื่อประกาศผลคัดกรองแล้ว ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าหลุดจากเงื่อนไขข้อใด เพื่อให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม โดยกระทรวงการคลังมีแผนเปิดเผยด้วยว่า ผู้สมัครถูกคัดออกจากแต่ละเกณฑ์จำนวนเท่าใด เพื่อให้สังคมเห็นภาพและเข้าใจเหตุผลของการคัดกรองที่ชัดเจนมากขึ้น
"เรื่องตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ผมไม่ได้พูด และไม่ได้มองประเด็นนี้ จึงอยากให้เรื่องนี้จบได้แล้ว และมองว่าสังคมควรจะมาถกเถียงกันในประเด็นเรื่องการหักลดหย่อนแล้วไม่กลับไปดูแลพ่อแม่จริง ๆ มีคนกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหน และกลุ่มนี้ก็ไม่สมควรได้รับสิทธิเรื่องนี้หรือเปล่า "
นายลวรณ กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังได้ชี้แจงเหตุผลและหลักคิดของเกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว โดยหลังประกาศผลคัดกรองจะเปิดเผยว่ามีผู้ถูกตัดสิทธิจากแต่ละเกณฑ์จำนวนเท่าใด และผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะทราบทันทีว่าหลุดจากเงื่อนไขใด เพื่อให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
สำหรับข้อมูลที่จะนำมาใช้คัดกรองนั้น จะเป็นข้อมูลรายบุคคลที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องแต่งตัวอะไร นี่เป็นหลักการส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือเรื่องของสามัญสำนึกว่าวันนี้ใครใช้สิทธิแบบไหน ใครดูแลพ่อแม่จริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องคิดว่าการยื่นแบบภาษีรอบหน้าคุณสมควรได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในส่วนนี้หรือไม่ เพราะในแบบประเมินรายได้ทุกอย่างเป็นการรับรองตนเอง (Self-Declare) เป็นการรับรองความถูกต้องด้วยตัวเราเอง ดังนั้นถ้าไม่ตรงกับความเป็นจริงปัญหาก็จะเกิดอยู่ดีในปีภาษีหน้า
นายลวรณ กล่าวว่า หากพ่อแม่ยื่นอุทธรณ์ แสดงว่าผู้ที่นำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอาจไม่ได้ดูแลอุปการะจริง ซึ่งจะทำให้ข้อมูลถูกนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบกันทันที โดยรัฐบาลจะยึดสิทธิของพ่อแม่เป็นหลัก เพราะสิทธิทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ หากพบความไม่ถูกต้อง รัฐก็ไม่ควรนำงบประมาณแผ่นดินไปสนับสนุน
ทั้งนี้ รัฐบาลใช้งบดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเฉลี่ยเดือนละ 4,700 ล้านบาท และคาดว่างบประมาณจะลดลงหลังการคัดกรองรอบใหม่
สำหรับกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่น กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานในพื้นที่จะช่วยตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยขณะนี้มีรายชื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการคัดกรองราว 1 ล้านราย แต่คาดว่าจะมีบางส่วนไม่ผ่านเกณฑ์
ส่วนผู้ถือบัตรรายเดิมที่ไม่ยืนยันสิทธิภายในเวลาที่กำหนด จะถูกตัดออกจากโครงการทันที ขณะที่ผู้ไม่ผ่านการคัดกรอง รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการรองรับเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ที่ยังมีสิทธิคงเหลืออยู่ประมาณ 4 ล้านสิทธิ
"เรารู้อยู่แล้วว่ามาตรการนี้ไม่มีคำชม มีแต่เสียงต่อว่า เพราะเป็นการตัดสิทธิคนเคยได้จากเกณฑ์ที่เข้มขึ้น ตะแกรงคัดกรองของรัฐถี่ขึ้น ไม่กว้างเหมือนเดิม แต่จำเป็นต้องทำเพื่อเอาคนที่ไม่จนจริงออกไป วันนี้เราอาจรับก้อนอิฐ ไม่ใช่ดอกไม้ แต่ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทำให้รัฐเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และช่วยจัดการปัญหาที่เคยทำไม่ได้ ดังนั้นเกณฑ์นี้ก็ต้องเดินต่อไป"







