เบื้องหลังการปล่อยตัวผู้ก่อการร้ายอิหร่าน

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 14:34 น.
เบื้องหลังการปล่อยตัวผู้ก่อการร้ายอิหร่าน
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงษ์

****************

ตามที่มีสื่อมวลชนเปิดเผยข่าวเรื่องการปล่อยตัว ผู้ก่อการร้ายอิหร่าน ที่ถูกจับและติดคุกในไทย ในข้อหาพยายามลอบสังหาร ออท.อิสราเอล/ไทย (ปี 2555) โดยมีการโยงกันไปเกี่ยวข้องการเจรจาลับจนมีข่าวว่า บริษัทเหมืองทองของออสเตรเลียตัดสินใจไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายรัฐบาลไทย นั้น

ต้องสารภาพกับผู้อ่านบางท่านที่อยากให้เปิดเผยเบื้องหลังดังกล่าวว่า ผู้เขียนไม่ทราบจริงๆ ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังมีการเจรจาต่อรองหรือไม่อย่างไร เพราะอยู่นอกวงการมาแล้ว อีกทั้งไม่กล้าที่จะไปสอบถามกับผู้เกี่ยวข้องเพราะอาจถูกหาว่า “เสือก” ก็ได้

อย่างไรก็ดี ผู้อ่านท่านนั้นก็ขอให้เล่าถึงเหตุการณ์ในปี 2555 เพราะตนเองจำไม่ได้ และคิดว่าผู้อ่านอีกหลายคนคงไมทราบเช่นกัน ดังนั้น ในวันนี้ จึงขอเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังถึงเบื้องหลัง ที่มาที่ไปของผู้ก่อการร้าย “ขบวนการกุดส์” ที่มีอิหร่านสนับสนุน  เข้ามาเตรียมปฏิบัติการต่อทูตยิวในไทยจนถูกจับและถูกศาลไทยตัดสินจำคุก ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องนี้บางคนครบกำหนดพ้นโทษแล้วในปีนี้ บางคนก็เหลืออีกปี สุดท้าย เมื่อพ้นโทษ เราก็ต้องปล่อยตัวเขาเป็นอิสระ สถานทูตอิหร่านก็ตองดูแลคนของเขาต่อไป หรือเขาจะหาทางกลับไปอิหร่านหรือไปไหนต่อก็เรื่องของเขา

เบื้องหลังของเรื่องนี้ลึกลับ ตื่นเต้น คล้ายกับหนังเจมส์ บอนด์ ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 เกิดระเบิดดังสนั่นที่บ้านแห่งหนึ่งในซอยปรีดี พนมยงค์ 31 ถนนสุขุมวิทย์ 71 ทราบภายหลังว่าเป็นบ้านเช่าที่ผู้ก่อการร้ายชาวอิหร่านกลุ่มหนึ่งไปเช่าอยู่ เพื่อใช้เป็น “เซฟ เฮาส์” ประกอบและเก็บซ่อนระเบิด “ทรานซิสเตอร์ บอมบ์” ซึ่งใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ธรรมดาในท้องตลาดมาดัดแปลงให้เป็นระเบิดความแรงสูง สามารถทำลายอย่างรุนแรงในรัศมี 10-15 เมตร แต่เกิดผิดพลาด เกิดอุบัติเหตุระเบิดเสียก่อน

หลังจากใช้เวลาซักถาม เกลี้ยกล่อมอยู่นานหลายวัน ผู้ก่อการร้ายยอมสารภาพทีละนิด จนสามารถปะติดปะต่อภาพได้ว่า ผู้ก่อการร้ายกำหนดเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวัน ว. เวลา น.ในการปฏิบัติการ เพราะคนคงคิดไม่ถึงว่า จะมีใครคิดทำสิ่งเลวร้ายรุนแรงใน “วันแห่งความรัก” เช่นนี้ ซึ่งจะทำให้แผนการมีอุปสรรคน้อยลง

ตามแผน ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งไปคอยสังเกตการณ์หน้าสถานทูตอิสราเอล หากทูตออกไป ก็แจ้งให้อีกคนใช้รถมอเตอร์ไซดิ์ประกบและเอาระเบิดไปติดกับรถทูต พอรถวิ่งไกลออกไปพ้นรัศมีอันตราย ผู้ก่อการร้ายก็กดระเบิด จากนั้น ทุกคนก็รียเดินทางออกนอกประเทศโดยเร็ว อย่างไรก็ดี ทูตไม่ได้ใช้รถดังกล่าว ผู้ก่อการร้ายจึงนำระเบิดกลับมาที่เก็บที่บ้านเช่าซอยปรีดี และเกิดอุบัติเหตุขึ้น จนนำไปสู่การจับกุมดังกล่าว

คิดเล่นๆ ไปอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า ที่ผู้ก่อการร้ายก็ทำไม่สำเร็จ อาจเป็นเพราะพระเจ้าท่านไม่ต้องการให้เกิดการฆ่ากันในวันแห่งความรักก็ได้

ผู้ก่อการร้ายทั้งหมดได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี พวกนี้แยกย้ายเข้าประเทศไทยมือเปล่าคล้ายกับนักท่องเที่ยว แล้วมาหาซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ในไทยเพื่อประกอบวัตถุระเบิด แต่ละคนได้รับมอบภารกิจเฉพาะ เช่น คนประกอบวัตถุระเบิด คนติดตามความเคลื่อนไหวของทูตอิสราเอล คนเอาระเบิดไปติดไว้ที่รถท่านทูต เป็นต้น มีแผนแยกย้ายกันหลบหนีทันทีเมื่องานสำเร็จ แต่ละคนมีตั๋วเครื่องบินไว้พร้อมสำหรับบินออกจากประเทศไทยทันทีที่งานสำเร็จ หรือล้มเหลว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในหลายกรณีที่เกิดขึ้น ผู้ก่อการร้ายจะไม่รอขึ้นเครื่องบินกลับตะวันออกกลางโดยตรง เหตุผลประการหนึ่งอาจเป็นเพราะเที่ยวบินที่จะไปกลับตะวันออกกลางนั้นมีน้อย อาจต้องรอหลายชั่ว พวกนี้จึงจองเที่ยวบินที่ไปประเทศที่ใกล้ที่สุด หลายกรณี พวกนี้นิยมไปที่กัวลาลัมเปอร์ จากนั้น ต่อเครื่องไปยังตะวันออกกลางต่อไป คือทำอย่างไรก็ได้ให้ไปพ้นจากประเทศไทยไว้ก่อน และโชคดีที่คราวนี้ มาเลเซียได้จับตัวไว้ให้ไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมตัวได้สองคน และใช้การซักถามตรวจสอบซึงกันและกันได้

โดยทั่วไป รู้กันดีว่า รัฐบาลอิหร่านมักให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างลับ ๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติการตอบโต้อิสราเอลซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน อย่างไรก็ดี การปฏิบัติภารกิจ “ลับที่สุด” แบบนี้ สถานทูตอิหร่านในไทยจะถูกกันไม่ให้ทราบ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด สถานทูตสามารถปฏิเสธได้ว่าทางการอิหร่านไม่เกี่ยวข้อง การที่ต้องมาดูแลผู้ก่อการร้ายที่ถูกจับก็เพราะคนพวกนี้เป็นคนอิหร่าน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทูตทุกประเทศต้องดูแลคนในบังคับของตนเมื่อถูกจับหรือมีปัญหา

ถามว่า เจ้าหน้าที่ของไทยทราบหรือไม่ว่า พวกนี้เตรียมปฏิบัติการก่อการร้ายในไทย หากทราบ ได้หาทางป้องกันไว้อย่างไรบ้าง ฯลฯ สำหรับเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรองของไทยได้ตื่นตัวเป็นพิเศษก่อนหน้านั้น เพราะปรากฏว่า มีผู้ก่อการร้ายโจมตีนักการทูตอิสราเอลในอินเดียและจอร์เจียมาก่อนด้วยระเบิดทรานซิสเตอร์ บอมบ์ โดยแอบเอาไปติดกับรถนักการทูต และตั้งเวลาระเบิดหรือกดระเบิดจากระยะไกล อย่างไรก็ดี แม้ได้ระมัดระวังป้องกันดีเพียงใด ก็มีโอกาสที่ผู้ก่อการร้ายซึ่งได้รับการอบรมหลบหลีกมาเป็นอย่างไร รอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่ไปได้ เพราะผู้ก่อการร้ายได้รับการอบรมในการหลบหลีกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาเป็นอย่างดี ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สามารถป้องกันไว้ได้ ก็ออกข่าวไม่ได้

เมืองไทยเรานี่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรที่ผู้ก่อการร้ายชอบมาใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติการ เมื่อครั้งที่อิหร่านรบกับอิรัค สถานกงสุลอิรักที่กรุงเทพก็ถูกผู้ก่อการร้ายอิหร่านลอบวางระเบิดเมื่อปี 2555 พอซาอุดิอราเบียมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ผู้ก่อการร้ายก็มาลอบสังหารทูตซาอุดิอาราเบียในกรุงเทพ ผู้ก่อการร้ายอาหรับไม่พอใจอเมริกัน ก็หาทางมาก่อการร้ายต่อเปาหมายอเมริกันในไทย หรือวางแผนที่จะระเบิดการประชุมระหว่างประเทศที่จัดในไทย หรือหาทางวางระเบิดเครื่องบินสายการบินอเมริกนในไทย ทำที่ไหนไม่ทำ แต่ผู้ก่อการร้ายชอบมาปฏิบัติการในเมืองไทย ทั้งที่ไทยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

มีการวิเคราะห์จากข้อมูลการซักถาม สรุปว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ (1) กรงเทพมี “เป้าหมาย” ของผู่กอการร้าย ไม่ว่าจะเป็นสถานทูต สถานกงสุล ธุรกิจ สายการบินผ่าน เพราะถ้าไม่มีเป้าหมาย เขาก็คงไม่มาทำ โดยเฉพาะ อิสราเอลซึ่งมีสหรัฐหนนหลังนั้นเป็นสัตรูคู่รักคู่แค้นกับอิหร่านมานานจนถึงขณะนี้

(2) กรุงเทพเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่คนอาศัยอยู่เป็นสิบล้านคน เป็นเมืองที่วุ่นวาย คนไม่สนใจกันและกัน ขนาดเพื่อนบ้านกันยังไม่รู้จักกัน แม้มีคนต่างชาติมาเช่าบ้านอยู่ข้าง ๆ คนไทยยังไม่สนใจ

(3) กรุงเทพแป็นเมืองท่องเที่ยว คนเข้าออกได้ง่าย มีนักท่องเที่ยวมากมาย

(4) สามารถหาซื้อวัสดุทางการเกษตร ที่นำมาใช้ประกอบวัตถุระเบิดที่เรียกว่า “ โฮมเมด บอมบ์” ได้ง่าย เพราะไทยเป็นเมืองเกษตร

(5) มีแหล่งบันเทิงมากมาย ผู้ก่อการร้ายบางคนสารภาพว่า ก่อนจะไปปฏิบัติการภารกิจระเบิดฆ่าตัวตาย ขอให้ได้มาเที่ยวไนต์คลับใน กทม.เสียก่อน แม้จะตายก็ยอม

(6) คนไทยใจดี เป็นมิตรกับคนต่างชาติไม่เลือกจีน แขก ฝรั่ง

(7) สำคัญที่สุด คือ ประเทศที่มีคอรัปชั่นสูงจะอำนวยประโยชน์กับผู้ก่อการร้าย ที่สามารถติดสินบนเจ้าหน้าที่ได้ง่าย หากถูกจับด้วยข้อหาเล็กน้อย ก็ติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ปล่อยตัวได้

จะว่าไปแล้ว เมืองไทยก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เช่น ในปี 2537 ผู้ก่อการร้ายจากตะวันออกกลางเตรียมวางระเบิดสถานทูตอิสราเอลด้วย “คาร์บอมบ์” ที่ใช้ดินระเบิดเป็นตัน แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน หากระเบิดทำงาน แถวราชประสงค์คงราบเรียบไปแล้วและคงมีคนตายเป็นสิบๆคน เพราะแรงระเบิดไกลหลายร้อยเมตร

เมื่อปี 2515 ผู้ก่อการร้าย “แบล็ค เซพเทมเบอร์” หรือ “กันยาทมิฬ” เข้ายึดสถานทูตอิสราเอล รัฐบาลไทยส่ง พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ไปเจรจาจนสามารถเปลี่ยนใจผู้ก่อการร้ายได้และส่งผู้ก่อการร้ายกลับตะวันออกกลางอย่างเรียบร้อย ( ผู้ก่อการร้ายลืมคิดไปว่า วัน ว.เวลา น.ที่ปฏิบัติการตรงกับวันสถาปนาพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเป็นวันสำคัญของประเทศไทย พอ พล.อ.ชาติชาย พูดเรื่องนี้ให้ฟัง หัวหน้าของผู้ก่อการร้ายก็เข้าใจ และสั่งยุติการปฏิบัติการทันที )

สมัยก่อนที่ผู้ก่อการร้ายนิยมจี้เครื่องบินเพื่อต่อรองกับรัฐบาลของตน พวกนี้ก็นิยมให้เครื่องบินมาลงที่ไทยและมาเจรจาต่อรองที่นี่ เนื่องจากรู้ว่า หากถูกจับ ก็ไม่ถูกสังหารแน่ ๆ เพราะคนไทยอะลุ่มอล่วย เมื่อปี 2524 ผู้ก่อการร้ายอินโดนีเซียที่จี้เครื่องบินการูดา ก็บังคับให้ลงจอดเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังตะวันออกกลาง แต่กรณีนี้ถูกฆ่าตายทั้งลำ ไม่ใช่เพราะฝีมือตำรวจไทย แต่เป็นฝีมือของหน่วยคอมมมานโดอินโดนีเซียที่ขอเข้ามาจัดการเองเพราะถือว่า ในเครื่องบินเป็นอธิปไตยของเขา อีกทั้งเขารู้จักผู้ก่อการร้ายและผู้โดยสารอินโดนีเซียอีก

แต่บางที สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทยก็ช่วยไม่ไหวเหมือนกัน เช่น การวางระเบิดที่ศาลพระพรหม เมื่อปี 2558 โดยกลุ่มก่อการร้ายอุยกูร์ซึ่งไม่รู้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้กระทบต่อรัฐบาลปักกิ่ง แต่กลับเลือกมาทำที่ไทย ทั้งที่ศาลพระพรหมไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มก่อการร้ายมาก่อน แต่พวกนี้มาเปลี่ยนแผนกะทันหัน หรือก่อนหน้านั้น ที่นักการทูตซาอุดิอาราเบียประจำไทยถูกลอบสังหารเมื่อปี 2553 ทำให้ทางการริยาร์ดโกรธไทยไปนานจนถึงปัจจุบัน และทำให้ไทยเสียโอกาสไปมากมาย

โชคดีอีกเหมือนกันที่หลังจากในเวลาใกล้เคียงกับอุบัติเหตุระเบิดที่ซอยปรีดี ตำรวจบุกทะลายแหล่งเก็บปุ๋ยยูเรีย รวม 4 ตัน และแอมโมเนีย ไนเตรตชนิดเหลวอีก 11 แกลลอน ได้ที่อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง สมุทรสาคร ที่สามารถนำมาประกอบระเบิดขนาดใหญ่และรุนแรงที่สุดในไทยได้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ผู้รวบรวมสารเคมีซึ่งน่าจะอยู่ในขบวนการก่อการร้าย อาจใช้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อหาปุ๋ยยูเรียที่เป็นสารประกอบระเบิด แล้วจัดส่งไปให้ผู้ก่อการร้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ปฏิบัติการต่อรัฐบาลในประเทศนั้น ๆ

ดังนั้น ทางการไทยจำเป็นต้องพึ่งประชาชนเป็นหูเป็นตาให้ เห็นอะไรที่น่าสงสัยว่าจะเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ไว้ก่อน โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บชื่อผู้แจ้งไว้เป็นความลับที่สุด ประชาชนต้องตื่นตัว และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะต่อไป ไทยก็คงเจอปัญหาการก่อการร้ายอีก ทั้งที่เราไม่ใช่เป้าหมายของเขา แต่เป้าหมาของเขาดันมาอยู่ในเมืองไทย

เบื้องหน้าการปล่อยตัวผู้ก่อการร้ายอิหร่านครั้งนี้ ก็เพราะคนหนึ่งติดคุกจะครบอยู่แล้ว เมื่อครบก็ต้องปล่อยตัวออกมา ส่วนอีกสองคนเหลืออีก 1 ปี เมื่อติดคุกจนครบเวลาที่กำหนดก็จะได้รับการปล่อยตัวต่อไปตามกฎหมายไทย ส่วนเบื้องหลังที่มี “ดีลลับ” สามเส้า และโยงไปถึงบริษัทเหมืองแร่ทองคำยกเลิกการเรียกค่าชดเชยจากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นข่าวเปิดเผยในสื่อมวลชนทั่วไปนั้น ผู้เขียนยอมรับว่าไม่รู้จริง ๆ

ไม่ว่าจะอย่างใดก็ตาม เราเชื่อว่า ทางการไทยได้พิจารณาด้วยความรอบคอบในผลประโยชน์ของชาติและความสัมพัน์ธ์ระหว่างประเทศ เพราะเราต้องพึ่งพากัน วิธีคิดของไทยคือไม่หักหาญน้ำใจใคร เราเป็นมิตรกับทุกฝ่ายบนผลประโยชน์ร่วมกัน และทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศไทย (จบ)