posttoday

เหลียวหลังแลหน้าไวรัสโคโรนา-2019 (42)

15 ธันวาคม 2563

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

***********

นับถึงวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรวม 3,837 คน ตาย 60 คน นับเป็นอันดับที่ 219 ของโลก จากที่เคยติดอันดับ 2 ของโลกในช่วงแรกๆ อยู่หลายวัน และถูกตำหนิจากสื่อมวลชนไทยว่า “บกพร่อง” มาก ที่ “ปล่อยให้เชื้อโรคจากจีนเข้าประเทศเป็นประเทศแรก”

เสียงตำหนิจากสื่อมวลชนไทยเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงชื่นชม เมื่อไทย “ตกอันดับ” ลงไปเรื่อยๆ และกลับได้รับการยกย่องจากสถาบันชั้นนำต่างๆ ของโลก เช่น มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ว่าเป็น 1 ในประเทศที่จัดการกับปัญหา โควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ความจริงประเทศไทยนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการควบคุมป้องกันโรค แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม

ความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคโควิด-19 ของไทย ไม่ใช่เรื่องบัญเอิญ และไม่ใช่เรื่อง “โชคช่วย” ข้อสำคัญมิใช่ “ฝีมือ” ของรัฐบาล

ความสำเร็จของประเทศไทยในการควบคุมป้องกันโรค มีเหตุปัจจัยสำคัญมาจากการปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศ และการพัฒนาระบบการควบคุมปัองกันโรคมาอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง และอย่างยาวนาน

ประการแรก การสร้างและพัฒนาระบบการ “เฝ้าระวังโรค” (Disease surveillance) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการเฝ้าระวัง (Surveillance system) ทางระบาดวิทยามาอย่างยาวนานกว่า ครึ่งศตวรรษ ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบดังกล่าวนี้คือ นายแพทย์สุชาติ เจตนเสน มหาบัณฑิตทางสาธารณสุขศาสตร์จากวิทยาลัยการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ศิษย์สำนักเดียวกับสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

ระบบการรายงานโรค ตามแบบรายงาน 506 และการจัดทำ “รายงานเฝ้าระวังโรคประจำสัปดาห์” ตามแบบของรายงานการเฝ้าระวังโรคและการตายประจำสัปดาห์ (Morbidity and Mortality Weekly Report : MMWR) ของซีดีซีของสหรัฐ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์” (Weekly Epidemiological Surveillance Report : WESR) ซึ่งทำมาติดต่อกันทุกสัปดาห์ ปีนี้เป็นปีที่ 51 แล้ว สมัยที่ผู้เขียนเป็นผู้อำนวยการกองระบาดวิทยาเมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว กองระบาดวิทยามีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของกระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นอุปกรณ์การทำรายงานนี้ เป็นมินิคอมพิวเตอร์ ป้อนข้อมูลและกดปุ่มสั่งประมวลผลตอน 5 โมงเย็น จะพิมพ์ผลออกมาตอนเที่ยงวันรุ่งขึ้น ซึ่งระยะแรกนำไปทำรายงานประจำสัปดาห์ ฉบับโรเนียวมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ระบบดังกล่าวนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการควบคุมป้องกันโรคติดต่อรวมทั้งโรคอุบัติใหม่ต่างๆ เช่น โรคเอดส์, ซาร์ส, เมอร์ส, และโรคโควิด-19

ประการที่สอง หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 516 รัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ โดย ศ.นพ.อุดม โปษะกฤษณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุขครั้งใหญ่ ตั้งกรมควบคุมโรคติดต่อขึ้นจากการเล็งเห็นว่าปัญหาโรคติดต่อจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต หน่วยงานระดับกองไม่สามารถรองรับการแก้ปัญหาได้จึงยกระดับขึ้นเป็นกรม ซึ่งต่อมาปฏิรูปอีกครั้งเป็นกรมควบคุมโรคเพื่อให้ครอบคลุมทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ซึ่งกรมนี้เป็น “กองกำลังหลัก” ในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ต่างๆ รวมทั้งโรคโควิด-19

ประการที่สาม หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 มีการผลักดันในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 ให้มีบทบัญญัติว่า “การป้องกันและปราบปรามโรคติดต่ออันตราย รัฐจะต้องกระทำให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า” (มาตรา 92 วรรคสาม) ซึ่งข้อความนี้คงอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาทุกฉบับ ฉบับ พ.ศ. 2560 อยู่ในมาตรา 47 วรรคสาม “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

บทบัญญัตินี้มีความสำคัญ เพราะจีนเองก็ประกาศต่อสู้กับโควิด-19 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวัน “ดีเดย์” ปิดเมืองอู่ฮั่นให้ทุกคนรักษาโรคนี้ฟรี ขณะที่สหรัฐคนตายมาก ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีกฎหมายเช่นนี้ให้ความคุ้มครองประชาชนทุกคน

ในการประชุมเตรียมการรับมือกับโควิด-19 ของคณะอนุกรรมการ 2 คณะในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้เขียนหยิบยกรัฐธรรมนูญมาตรานี้เสนอในที่ประชุม ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามมาตรานี้ และมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งทุกกองทุน โดยเฉพาะ สปสช. ได้เข้าไปตรวจหาเชื้อเพื่อควบคุมโรคในจุดเสี่ยงต่างๆ เช่นในเรือนจำซึ่งแออัดและสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่โรคได้โดยง่าย รวมทั้งในชุมชนแออัดบางแห่ง มีผลสำคัญที่ทำให้เราสามารถควบคุมโรคได้

ประการที่สี่ มีการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญการควบคุมป้องกันโรคตามหลักสูตรของซีดีซี คือ หลักสูตรฝึกอบรมระบาดวิทยาภาคสนามมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญแขนงนี้หลายร้อยคน เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาครวมทั้งในเอเชีย และระดับโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้มีการเตรียมการควบคุมโรคโรคโควิด-19 โดยการประชุมตั้งแต่วันที่ 1-2 มกราคม 2563 และเข้าไปควบคุมโรคที่สนามบิน 4 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ทำให้พบผู้ป่วยจากจีนรายแรกตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม และประกาศอย่างเป็นทางการได้เมื่อวันที่ 13 มกราคม เป็นคุณูปการจากการทำงานอย่าง “มืออาชีพ” ของทีมงานเหล่านี้ ทำให้เราสามารถควบคุมโรคได้ตามหลักการ “รู้เร็ว แก้ปัญหาเร็ว” และทำการ “ปิดล้อมโรค” มิให้แพร่ระบาดไปอย่างกว้างขวาง นี่คือหัวใจสำคัญของการควบคุมป้องกันโรคระบาด

ประการที่ห้า มีการพัฒนาหน่วยพิเศษเพื่อควบคุมโรคโดยรวดเร็ว (Special Rapid Response Team : SRRT) ลงไปถึงระดับอำเภอมาราว 20 ปีแล้ว และทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับการแก้ปัญหาได้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

ประการที่หก มีการพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2521 โดยมีการพัฒนาระบบอาสาสมัครมาอย่างยาวนานก่อนหน้านั้นนับสิบปี ในหลายท้องที่ เช่นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ , อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา, อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น , อ.จะนะ จ.สงขลา , โครงการดีดส์ (DIEDS) ที่ลำปาง เป็นต้น และพัฒนามาเป็นระบบผู้สื่อข่าวสารสาธารณสุข (ผสส.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งต่อมายกระดับเป็น อสม. ทั้งหมดในสมัยที่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเมื่อราว พ.ศ. 2537

อสม. เป็นกำลังสำคัญในการควบคุมป้องกันโควิด-19 โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผิดพลาดของ กทม. ที่ประกาศล็อคดาวน์กรุงเทพฯ โดยไม่มีการเตรียมการอย่างเหมาะสม ทำให้คนที่มาทำงานในกรุงเทพฯ จำนวนมาก “แตกตื่น” กลับภูมิลำเนา แต่ อสม. ช่วยสนับสนุนในการ “เข้าถึง” คนเหล่านั้น และสามารถดำเนินการ “กักตัว” หรือ “เฝ้าระวัง” ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพทำให้ไม่มีการแพร่โรค

ประการที่เจ็ด ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขโดยสร้างโรงพยาบาลจนครบทุกจังหวัดในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างโรงพยาบาลอำเภอครบทุกอำเภอและสถานีอนามัยครบทุกตำบล ในสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งต่อมามีการยกฐานะสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสมัยที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขเมื่อ พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแขนงต่างๆ โดยแพทยสภาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ทำให้เราสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้ดี อัตราตายเพียง 1.56% ขณะที่ทั่วโลกตาย 2.51% , สหรัฐตาย 2.39% , อังกฤษตายสูงมากถึง 4.11%

ประการที่แปด มีการแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติโรคติดต่อเป็นฉบับ พ.ศ. 2558 ให้แต่ละจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจกำหนดมาตรการตามความเหมาะสม โดยคำแนะนำเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด แทนกฎหมายฉบับเดิมที่เป็นอำนาจของส่วนกลางเป็นหลัก ทำให้มีการกระจายอำนาจให้ส่วนภูมิภาค โดยส่วนกลางสามารถควบคุมกำกับและมีการ “แข่งขัน” กันกลายๆ ของแต่ละจังหวัด โดยการติดตามเสนอข่าวของสื่อมวลชน

ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมและป้องกันโรคได้ดีจนได้รับความชื่นชมจากทั่วโลก

ในส่วนของรัฐบาล มีความผิดพลาดสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่

(1) การบริหารจัดการเรื่องหน้ากากอนามัยที่ผิดพลาดทำให้เกิดการตื่นตระหนกและกลายเป็นวิกฤต

(2) การเชื่อข้อมูลการคาดการณ์ของ “นักวิชาการ” บางคนที่บอกว่า จะมีการติดเชื้อถึง 350,000 ราย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมป้องกันโรคคาดการณ์ตัวเลขสูงสุด 25,000 รายเท่านั้น ทำให้เกิดนโยบาย “ปิดเมือง” ที่น่าจะเกินความจำเป็น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราวเดือนละ 5 แสนล้าน เป็นเวลาราว 3 เดือน และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหดตัวลงเกือบร้อยละ 10

(3) มาตรการเยียวยาที่ขาดธรรมาภิบาลทั้งเรื่องประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส แต่รัฐบาลได้รับความเชื่อถือสูงจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและรวมศูนย์การสั่งการ ทำให้สามารถยุติ “การแย่งซีน” ของหน่วยงานต่างๆ โดยได้โฆษกที่มีความสามารถสูง จึงสามารถโกยคะแนนนิยมไปได้มาก

************************

ข่าวล่าสุด

AIS หนุนทหารชายแดน ลงพื้นที่มอบซิม อ.พนมดงรัก เสริมแกร่งระบบสื่อสาร