พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 09:00 น.
พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

***************

ในที่สุด คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร 2563” ก็เปิดเผยความต้องการของกลุ่มตนออกมาอย่างชัดเจน ผ่านวาจาและการกระทำ ว่า มิได้เพียงต้องการ “ปฏิรูป” สถาบันกษัตริย์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการปฏิรูปทั้งสถาบันชาติ และล่าสุด คือ ปฏิรูปสถาบันศาสนาในประเทศไทยด้วย

เรียกว่า ครบทั้งสามสถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ข้อเรียกร้อง “ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ “ ดูจะเป็นประเด็นชัดเจนที่สุด เพราะถูกชูตั้งแต่แรกจนปัจจุบัน ผ่านข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่เวลานี้ เจ้าของประเด็นถูกเปิดเผยตัวมาแล้วว่า เป็นความคิดของนักวิชาการคนหนึ่งที่โดนคดี ม.112 และปัจจุบัน มีสถานะเป็น “ผู้ลี้ภัย” อยู่ในฝรั่งเศส

นักวิชาการคนนี้เคยบอกให้อาจารย์มหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “นิติราษฎร์” ด้วยกันและได้รับเลือกเป็นผู้แทนของราษฎรให้นำเสนอเรื่องการปฏิรูปในสภาผู้แทนราษฎร แต่นักวิชาการคนนั้นเห็นว่ายังไม่ถึงจังหวะเวลาที่สมควรจะเสนอในสภา ต่อมา ประเด็นดังกล่าวจึงยกมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

ประเด็นเรื่องการปฏิรูป ซึ่งที่จริงก็คือ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายสุดทายก็คือ การล้มเลิกสถาบันกษัตริย์นั่นเอง หากเลิกไม่ได้ ก็ต้องดำรงสถานะเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศเท่านั้น

การชุมนุมปลุกม็อบแต่ละครั้ง มีทั้งการกล่าวหา ด่าทอ ด้อยค่า สถาบันกษัตริย์อย่างหยาบคาย ถ่อย เถื่อน อย่างที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน

ข้อเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียง “บันได” ที่จะปีนขึ้นไปรื้อ “เพดาน” ซ้ำยังก้าวร้าวประกาศว่า จะไม่เคยกับ “หมา” แต่จะคุยกับ “เจ้าของหมา” โดยตรง

มีการด้อยค่าสถาบันด้วยรูปแบบต่างๆ อาทิ การสาดสีน้ำเงินลงบนถนน การเปลี่ยนสีธงชาติให้มีเพียงสีแดงกับขาวเท่านั้น โดยไม่มีสีน้ำเงิน ซึ่งคนไทยรู้กันว่า สีน้ำเงินนั้นใช้แทนสถาบันกษัตริย์ และเคยถือธงทีเขียนภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยคำว่า “สาธารณะรัฐไทย” อยู่ตรงกลางแทนสีน้ำเงิน

คิดจะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจาก “ราชอาณาจักร” เป็น “สาธารณะรัฐ” ต่อไป อาจเปลี่ยน “รูปแบบของรัฐ” จากรัฐเดี่ยว เป็นสหพันธรัฐก็ได้ คล้ายกับที่บางกลุ่มเคยเสนอมาแล้วในช่วงปี 2554ให้เมืองไทยแบ่งเป็น “ไทยเหนือ” "ไทยอีสาณ” และรวมกันเป็น”สหพันธรัฐไทย”

ล่าสุด แกนนำม็อบคณะราษฎร 2563 ซึ่งมีคนห่มจีวรพระสองคนอยู่ลบนเวทีด้วย ได้ประกาศบนเวที สรุปใจความว่า ต้องปฏิรูปสถาบันศาสนาของทุกศาสนาในประเทศไทย เพราะศาสนาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

ไม่ทราบว่าเขาคิดอะไรอยู่ เพราะนี่เท่ากับเป็นการ “เรียกแขก” สร้างสัตรูกับศาสนิกชนทุกศาสนาในไทย ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม นอกเหนือจากสู้กับคนที่เห็นต่างทางการเมืองแล้ว

สรุปว่า คิดจะปฏิรูปให้ครบทั้งสามสถาบันไปเลย คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ก่อนหน้านั้น นักการเมืองบางกลุ่มที่ “ปักธงความคิด” ให้กับม็อบดังกล่าว ได้ ประกาศที่จะยกเลิกประเพณีบางประการที่เขาอ้างว่า “ล้าหลัง” อาทิ การไหว้ครู การ เลิกระบบอาวุโสด้วยคำ พี่ ป้า น้า อา ฯลฯ นำหน้า แต่ใช้คำว่า “คุณ” แทน

ชักจะเหมือนกับเด็กหนุ่มสาวชาวจีนสมัย “ปฏิวัติวัฒนธรรม” เข้าไปทุกที

คิดกันเล่น ๆ ว่า ถ้านักการเมืองและม็อบดังกล่าวขึ้นครองอำนาจ ประเทศไทยคงมีการ “ปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ “ ที่เรียกว่า “พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน” กันเลยทีเดียว ช่วงนั้น พวก “ไดโนเสาร์” หรือพวก “ปฏิกิริยาล้าหลัง”ในปัจจุบันคงไม่มีชีวิตอยู่ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย

ส่วน “ความฝันจะเป็นจริง” หรือไม่อย่างไรนั้น ให้เป็นเรื่องของ “คนไทย”ทั้งประเทศ ส่วนใครจะเลือกข้างไหนก็ว่ากันไป เวลานี้ก็มีคนตั้งคำถามว่า คนรุ่นหนุ่มสาวนั้นจะกำหนดกฎเกณท์อายุของคนที่เรียกตนเองว่าหนุ่มสาว นั้น เท่าไรกันแน่ จะอายุ 30 หรือ 40 ลงมา เพราะคนไทยที่อายุเกินวัยจะได้ทำตัวเองได้ถูก หากปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องเตรียมตัวอพยพย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแทน

เขียนให้อ่านกันเล่น ๆ อย่าไปซีเรียสนักกับแนวคิดของคนกลุ่มนี้

มาซีเรียสเรื่องนี้กันดีกว่า ก่อนไปถึงวันนั้น คนกรุงจำนวนไม่น้อยทีเดียวเรียกร้องต่อ “ม็อบรายวัน” ทั้งหลายที่อ้าง “สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม”นั้น ช่วยคิดด้วยว่า คนอื่นเขาก็มีสิทธิเสรีภาพเช่นกัน การใช้สิทธิเสรีภาพของตนไม่ควรไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้รถใช้ถนน และต้องรถติดอยู่บนถนนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง คนที่มีลูกอยู่บนรถกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรเพราะลูกหิว ลูกปวดอึปวดฉี่ ตัวเองยังพอทนหน้าเขียวหน้าเหลืองได้ แต่สงสารลูก

หากแกนนำม็อบได้อ่านความเห็นของคน กทม.ที่โพสต์ความเดือดร้อนของเขาลงในสื่อโซเชียล หรือผ่านคอลัมน์ต่าง ๆในสื่อสิ่งพิมพ์ คงจะทราบถึงความอึดอัดใจที่เพิ่มมากขึ้นทุกทีของคน กทม. และปริมณทล

ไหนๆอยากจะขึ้นครองบ้านครองเมืองแล้ว ก็ลองหัดคิดถึงความเดือดร้อนของประชาชนบ้าง เริ่มจากชาว กทม.นี่แหละ ที่ต้องอดทน อดกลั่น ไม่เพียงอดกลั้นต่อการปิดถนนของม็อบเท่านั้น ยังต้องกลั้นทั้งปวดปัสสาวะและอุจจาระอีกด้วย

คำร้องขออีกข้อคือควรเลิกเขียนข้อความหยาบคาย สาดสีลงบนพื้นถนน และหรือตามกำแพงรั้วของวัดและสถานที่ราชการต่างๆ เพราะเดือดร้อนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ต้องไปช่วยพี่ป้าน้าอาทำความสะอาด