อนันตริยกรรมทางการเมือง

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 08:30 น.
อนันตริยกรรมทางการเมือง
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์

************

คนไทยโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชน รุ่นผู้ใหญ่ คงได้ยินคำว่า “ อนันตริยกรรม “ ที่ทางพุทธศาสนา หมายถึง บาปอกุศล หรือ กรรมหนักที่สุด คือ (1) มาตุฆาต หรือ ฆ่ามารดา (2) ปิตุฆาต หรือฆ่าบิดา (3) อรหันตฆาต หรือฆ่าพระอรหันต์ (4) โลหิตุปบาท หรือทำร้ายพระพุทธเจ้าทำให้เกิดห้อเลือดขึ้นไป ดังเช่น ที่เทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ในสมัยพุทธกาล (5) สังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกกัน ทำลายสงฆ์

เชื่อกันว่า คนที่กระทำอันตริยกรรม ซึ่งเป็นบาปหนักที่สุด ถ้าตายไปแล้วต้องตกนรกช้นต่ำสุด ไม่ได้ผุดได้เกิดกันทีเดียว

หากดูเหตุผลแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น การทำร้ายหรือฆ่าคนที่มีบุญคุณกับเราถือว่าเป็นบาปมากแล้ว หากฆ่าพ่อฆ่าแม่ ซึ่งท่านมีพระคุณอย่างล้นเหลือ ถือว่าเป็นบาปมหันต์ เวลานี้คงไม่มีใครทำร้ายพระพุทธเจ้าได้ เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เสด็จปรินิพานไปนานแล้ว ส่วนพระอรหันต์นั้นเราก็ไม่ค่อยได้พบในยุคนี้ แต่ถ้าทำร้ายพระสงฆ์ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธองค์ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นบาปร้ายแรง

ยกเว้นพระที่ทำตัวไม่ใช่พระ ถ้าโดนศาสนิกชนรุม “ตึ้บ” บ้าง คงไม่บาปนะ หรือคงมีการลดหย่อนโทษกันบ้าง เพราะพระพวกนี้อยู่ในประเภททำลายพระพุทธศาสนา แต่เรื่องทำให้สงฆ์แตกแยกกัน ถือว่าเป็น “อนันตริยกรรม” แน่ ๆ ไม่ว่าจะทำให้คนแตกแยกกัน ทะเลาะกัน ทำร้ายกันยังเป็นเรื่องไม่ดี ถ้าไปทำให้สงฆ์แตกแยกด้วย ทางศาสนาถือว่าเป็นอนันตริยกรรม ส่วนที่บรรดาเจ้าคุณบางรูปทะเลาะกัน แย่งตำแหน่งกัน ไม่ว่าจะเป็นธรรมยุติ หรือมหานิกาย ก็คือสงฆ์ผู้สืบทอดพระศาสนาของสมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ไม่ได้ให้พระปริยัติหรือพระปฏิบัติทะเลาะกัน

ใครก็ตามไม่ว่าฆราวาสหรือสงฆ์ที่ยุแหย่ให้สงฆ์ทะเลาะกัน ถือว่าเป็นบาปมหันต์

ที่ยกเอาเรื่องบาปร้ายแรงที่เรียกว่า “ อนันตริยกรรม “ ทางพุทธศาสนามาเกริ่น ก็เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเมืองไทยในขณะนี้ เพราะมีการยุแหย่ ยุแยงตะแคงรั่ว ให้คนไทยแตกแยกกันอย่างรุนแรง แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ทะเลาะกันเอง

เมื่อนำอนันตริยกรรมทางศาสนามาประยุติใช้กับทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่า ความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน ความเชื่อด้านประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่อุดมการณ์แตกต่างกัน การชุมนุม เดินชบวน การใช้สิทธิเสรีภาพในขอบเขตของกฎหมาย เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ฯลฯ ไม่ใช่เป็นอันตริยกรรมทางการเมือง

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่พรรคหรือนักการเมืองหรือใครก็ตามยุแหย่ ปลุกระดม ให้คนไทยแตกแยกกัน ทะเลาะกันเอง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพื้นที่ เป็นไทยเหนือ ไทยอีสาณ ไทยกลาง ไทยใต้ พยายามล้มเลิกขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม ฯลฯ เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง

มุ่งที่จะทำให้คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งแยกกัน และลามไปถึงการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันชาติ ศาสนา อันเป็นเสาหลักของประเทศ ที่สร้างชาติสร้างบ้านเมือง รักษาแผ่นดินพวกเราอยู่กันอย่างสงบสุขมานับร้อย ๆ ปีจนถึงทุกวันนี้

แบบนี้ อาจเข้าข่ายเป็น “อนันตริยกรรมทางการเมือง” คนที่ทำหรืออยู่เบื้องหลังกำลังทำบาปมหันต์ทางการเมือง ไม่แพ้กับอนันตริยกรรมทางศาสนา เมืองไทยเคยมีสถานการณ์ที่อาจเรียกวา เป็น “ อนันตริยกรรม ” เมื่อปี 2553-2554 อันเป็นบาปอกุศล กรรมหนักที่สุด เพราะมีความพยายามทำให้บ้านเมืองแตกแยก คนไทย แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำร้ายกันเอง ทำให้พระมหากษัตริย์ซึ่งกำลังประชวรเสียพระทัยอย่างที่สุดที่เห็นพสกนิกรคนไทยแตกแยก ทำให้อาการประชวรทรุดอย่างรวดเร็ว สมกับความต้องการของผู้ก่ออนันตริยกรรม

การแบ่งคนไทยออกเป็นสองฝ่ายทะเลาะกัน ทำให้ไทยไม่เป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว แต่พยายามแบ่งประเทศเป็นรัฐไทยเหนือ ไทยอีสาณ สร้างหมู่บ้านที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ การทำให้คนไทยแบ่งแยกกัน ทะเลาะกัน ก็เหมือนกับการทำให้พระสงฆ์แตกแยกกันในพุทธศาสนานั่นเอง ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของนักการเมือง

วิธีง่ายที่สุด คือ “แบ่งแยก และ ปกครอง “ แยกคนไทยส่วนหนึ่งออกมาเป็นพวก และเอาไปทะเลาะกับคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นต่าง สร้างฝันร้ายให้คนไทยกฃุ่มหนึ่งเกิดความกลัว แล้วเสนอตัวเองเป็นพระเอก นำเข้าต่อสู้กับสถาบันและฝ่ายปกครอง

เวลานี้ เมืองไทยกำลังเกิดสถานการณ์ ที่ทำให้คนไทยแบ่งแยกกัน ทะเลาะกัน คราวนี้ไม่ได้แบ่งเป็นสีเสื้อ แต่เป็นการสร้าง “ความขัดแย้งระหว่างรุ่น” ระหว่างคนในครอบครัว ครูกับศิษย์ ยกเลิกขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงาม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมไทย และลามไปถึงการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกเขาประกาศว่า การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงบันไดที่จะไปดึงเพดานบ้านลงมา เป้าหมายหลักอยู่ที่ “เพดาน บ้าน” หรือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่า “ปฏิรูป” สถาบันกษัตริย์ ก็คือ การ “โค่นล้ม” สถาบันกษัตริย์นั่นเอง

และยืนยันว่า “จะไม่มีการประนีประนอม “ เป็นอันขาด

สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ อาจเรียกว่า การทำ “อนันตริยกรรมทางการเมืองครั้งที่สอง” ได้หรือไม่ โดยมีคนกลุ่มหนึ่งยุแหย่ให้คนไทยแตกแยกกัน ซึ่งไปไกลเกินกว่าความเชื่อทางการเมือง

คนไทยเป็นเพียงเหยื่อทางการเมืองเท่านั้น ส่วนคนที่ปลุกระดมย่อมรู้ดีว่า ต้องการแบ่งแยกให้คนไทยเป็นฝักฝ่าย ต้องการบ่อนเซาะสถาบันกษัตริย์ซึ่งมีพระคุณอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน หรือไม่ อย่างไร ถ้ามุ่งทำให้คนไทยแตกความสามัคคีกัน บ่อนเซาะสถาบันกษัตริย์เพื่อสนองตอบผลประโยชน์ทางการเมืองของตน ก็อาจถือได้ว่าเป็นอนันตริยกรรม ทางการเมือง คล้ายกับอนันตริยกรรมทางศาสนาที่ทำให้สงฆ์แตกแยก และทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด เหมือนกัน

เวลานี้ สถาบันกษัตริย์ต้องออกมาปกป้องตนเอง เพราะเห็นทีจะพึ่งรัฐบาลชุดนี้ต่อไปคงไม่ไหว