ครูและเด็กนอกระบบการศึกษาและสันติภาพชายแดนใต้
โดย...โคทม อารียา
***************
ผมพยายามหานิยามของเด็กนอกระบบการศึกษา พร้อมทั้งจำนวน แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ถ้าดูจากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/th/03.aspx สถานการณ์ดูจะดีขึ้นเรื่อยในปี2551 มีนักเรียนประถมศึกษาถึงมัธยนศึกษาตอนปลายที่ออกจากระบบการศึกษากลางคันจำนวนรวม 109,422 คน แต่ภายใน 10 ปี จำนวนนักเรียนที่ออกกลางคันลดลง 26.6 เท่า เหลือเพียง 4,038 คน ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขรายปีไม่ใช่ตัวเลขสะสมที่รวมจำนวนเด็กทั้งหมดที่ควรอยู่ แต่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ โดยเฉพาะไม่รวมเด็กปฐมวัยหรือก่อนวัยเรียน
รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 มาตรา 57 บัญญัติว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ..."
ถ้าถือว่าเด็กก่อนวัยเรียนมีอายุ 3 ขวบ นับไปอีก 12 ปี ก็น่าจะจบการศึกษาภาคบังคับคือมัธยมต้นพอดี อย่างไรก็ตาม มีคนโต้แย้งว่า ปัจจุบันรัฐจัดการศึกษาระดับมัธยมปลายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ต่อไปการศึกษาให้เปล่าจะลดลงเพียงแค่มัธยมต้นหรือ คสช. จึงมีประกาศว่ามัธยมปลายยังเรียนฟรีเหมือนเดิม ประเด็นพึงพิจารณาก็คือนักเรียนนอกระบบการศึกษา จะนิยามอย่างไร
ดูเหมือนว่ารัฐจะยึดตามรัฐธรรมนูญ คือให้หมายถึงเด็กอายุ 3ขวบถึง 15 ปี ที่ควรอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือได้เรียนในโรงเรียน เพราะถือเป็นการศึกษาภาคบังคับ แต่ในความเป็นจริง เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับบริการของศูนย์ฯ หรือไม่ได้เรียนในโรงเรียน ทั้งนี้แม้พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 มาตรา 15 บัญญัติจะว่า"ผู้ใดโดยปราศจากเหตุผลอันควร กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นเหตุให้เด็กไม่ได้เรียนในสถานศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท" แต่คงไม่มีการบังคับมากนัก หรือไม่บังคับเลย จึงไม่มีใครถูกปรับเพราะเป็นเหตุให้เกิดมีเด็กนอกระบบการศึกษาหรอกกระมัง
มาตรา 57 แห่งรัฐธรรมนูญยังบัญญัติอีกว่า “รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนัดของตนให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในการศึกษาและเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมการให้ผู้บริจาคทรัพย์เข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย”
มาตรานี้คงเป็นที่มาของ"กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา" หรือ กสศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผมชื่นชมมาก เพราะเป็นหนึ่งในกลไกการปฏิรูปการศึกษาที่รอคอย ก่อนจะมาเป็น กศส. ได้มี"สสค." ซึ่งคำเต็มคือ "สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน" สสค.ได้ให้ข้อมูลไว้เมื่อปี พ.ศ. 2553ว่า มีเด็กนอกระบบการศึกษา 1.7 ล้านคน ตัวเลขนี้ น่าตกใจ
กสศ.ไม่รอช้า ได้จัดให้มีทุนการศึกษา นวัตกรรม และโครงการต่าง ๆ มากมาย (ดูhttps://www.eef.or.th) อาทิ ทุนสร้างโอกาส ได้แก่ทุนเสมอภาค ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับนักเรียน ม. 3, ม. 6, ปวช.หรือเทียบเท่า ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ทุนพัฒนาอาชีพ ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ มีโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม ฯลฯ มีนวัตกรรม iSEE หรือฐานข้อมูลเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาโครงการห้องเรียนความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
จากการสำรวจของ กสศ. ร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในเดือนกันยายน 2562พบว่า มีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอายุระหว่าง 2-21 ปี เฉพาะใน 20 จังหวัด จำนวน 867,242คน แบ่งเป็น เด็กปฐมวัยช่วงอายุ 2-6 ปี จำนวน 242,002 คน ช่วงอายุ 7-17 ปี จำนวน 177,383 คน และอายุระหว่าง 18-21 ปี จำนวน 447,846 คน
ในปี 2563 กสศ. ร่วมกับเครือข่ายทางการศึกษา 66 เครือข่าย จัดทำโครงการ “สนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษาโดยเครือข่ายเชิงพื้นที่” โดยมีเด็กนอกระบบกว่า 3.5 หมื่นคน ทั่วประเทศเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการศึกษา-พัฒนาทักษะอาชีพ และดูแลคุณภาพชีวิตครูนอกระบบอีก 3.7 พันคน รวมทั้งสร้างระบบป้องกันมิให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา
มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม ร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับทุนจากศ.ให้รับผิดชอบโครงการดังกล่าวในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้แก่พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อวันที่ 7 - 9 ตุลาคม ได้มีการเปิดตัวโครงการฯ พร้อมอบรมครูนอกระบบที่ปัตตานี
ผมมีโอกาสไปร่วมการเปิดตัวและได้พยายามทำความเข้าใจโครงการฯ และการเชื่อมโยงโครงการฯกับเรื่องสันติภาพในจชต. ดังจะนำความเข้าใจนั้นมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้
จากการสำรวจจำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาในปี 2562 ใน 20 จังหวัดดังกล่าวข้างต้น พบว่า ยะลามีเด็กและเยาวชนนอกระบบจำนวน 34,991 คน จึงพอสันนิษฐานได้ว่าในจังหวัดใกล้เคียง จำนวนเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษามีจังหวัดละหลายหมื่นคน
สาเหตุการหลุดออกจากระบบมีหลากหลาย จากการบอกเล่าของครูในพื้นที่สาเหตุแรก ๆ คือความยากจน (จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความยากจนสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศ) ต้องช่วยครอบครัวไม่สะดวกในการเดินทางเพราะบ้านอยู่ไกลโรงเรียน ต้องย้ายบ้านบ่อย ติดเพื่อนหรือ ติดยาเสพติด ตั้งครรภ์และตั้งครอบครัวเรียนไม่รู้เรื่อง หลายคนออกจากโรงเรียนแล้วการอ่านเขียนยังใช้ไม่ได้ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งคือไม่คุ้นกับภาษาไทยที่เป็นสื่อการเรียนการสอนด้วยภาษาแม่คือภาษามลายูถิ่น ฯลฯ สรุปได้ว่าแม้รัฐจะ “บังคับ” ให้เรียน และมีแรงจูงใจ เช่น อาหารกลางวันฟรี ก็ตามที
แต่ความไม่สะดวก ความเบื่อหน่าย และสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนถอนตัวออกจากระบบ จากการสอบถามเบื้องต้นถึงความต้องการของเด็กนอกระบบการศึกษา พบว่ามีความต้องการในด้านทุนการศึกษา • การฝึกอาชีพ • การอุปถัมภ์ดูแลครอบครัว • การช่วยเหลือด้านกฎหมาย • การให้การคุ้มครองสิทธิต่างๆ • การส่งบำบัดรักษา • การย้ายไปยังพื้นที่นอกจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในโครงการนี้จะมีการส่งเสริมศักยภาพของครูนอกระบบด้วยครูเหล่านี้ ทำงานเป็นอาสาสมัครอยู่ในชุมชน และมีความรู้จักมักคุ้นกับเด็กและเยาวชนพอสมควร ผมอยากเรียกครูเหล่านี้ว่าครูผู้สอนตามอัธยาศัย วิทยากรคนหนึ่งเสนอว่าหน้าที่ของครูในโครงการนี้คือการชี้แนะ(coaching) นั่น คือการทำตัวรับใช้เหมือนเป็นรถขนส่ง (coach) ช่วยพาเด็กไปส่งให้ถึงฝั่ง นั่นคือมีทักษะอาชีพและมีงานทำที่มีศักดิ์ศรี
อย่างไรก็ดีคำเรียกที่ติดปากคือการเป็นครูพี่เลี้ยง (mentor) ซึ่งอาจไม่ตรงกันแต่ก็ช่างเถอะครูชี้แนะ หนึ่งคนจะต้องทำงานใกล้ชิดและต่อเนื่องกับเด็กประมาณ 10 คน ที่อยู่ในชุมชนเดียวกันโครงการนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นเชิงพื้นที่ขณะเดียวกัน แต่ละชุมชนจะต้องเชื่อมสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับถ่ายทอดทักษะอาชีพจาก ผู้มีประสบการณ์ในพื้นที่อื่น ๆ ด้วยจึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่โครงการทั่ว ประเทศจะเป็นการร่วมมือระหว่างเครือข่าย 66 เครือข่าย มีเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมาย 35,000 คน และมีครูชี้แนะในโครงการฯ3,700 คน สำหรับโครงการในภาคใต้ตอนล่าง มีเด็กเป้าหมาย 500 คน และครูเป้าหมาย 60 คน
ผมพยายามตอบคำถามว่าโครงการนี้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพอย่างไร ในบริบทของชายแดนใต้หลายคนอาจมองว่าสันติภาพเล็งไปที่การยุติความรุนแรงทางตรง ซึ่งได้แก่หยุดทำร้ายกันทางร่างกาย เราเรียกว่าสันติภาพเช่นนี้ว่าสันติภาพเชิงลบ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดยิง หมายถึงการกระทำรุนแรงทางตรงลดลงเป็นศูนย์ การกระทำยุติแต่ยังไม่สร้างสรรค์ในเชิงบวก เพราะยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และเชิงวัฒนธรรมอยู่ซึ่งมองไม่เห็นแต่จากการที่มันลดลง ก็จะได้สันติภาพเชิงบวกที่มองเห็นผลเชิงประจักษ์
การลดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมคือการเปลี่ยนทัศนคติที่ครูหรือผู้ใหญ่บางคนมองเยาวชนในเชิงลบ ซึ่งทำให้เยาวชนพลอยมองตนในเชิงลบด้วย ดังนั้น ครูชี้แนะจะต้องช่วยให้เด็กมีทัศนคติในเชิงบวก มีความมั่น ใจ มีความภูมิใจ ซึ่งผลที่มองเห็นคือการมีพลังเพิ่มขึ้น(empowerment) พร้อมจะเป็นพลเมืองที่แข็งขัน (active) และรับผิดชอบ
การลดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หมายถึงการรื้อสร้างระบบที่กดทับเยาวชน หมายถึงการปฏิรูปการศึกษาอย่างถึงแก่นนั่นเอง แต่นั่น ย่อมอยู่นอกเหนือขอบเขตของโครงการนี้โครงการนี้หวังผลในแง่การแก้ไขปัญหาสำหรับเด็กในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม อะไรทำได้เพราะอยู่ตรงหน้าก็ทำก่อนเพราะทำได้จริงพร้อมกันนั้นก็เกิดพลังในลักษณะที่กว้างขึ้น โดยการเชื่อมโยงพื้นที่ เชื่อมโยงเครือข่าย ขยายการเรียนรู้ในทางปฏิบัติออกไปเรื่อย ๆ สันติภาพที่เกิดขึ้นจะเรียกว่าสันติภาพในทางปัญญาปฏิบัติเป็นสันติภาพที่กินได้ คือเด็กและเยาวชนมีทักษะอาชีพที่จะช่วยให้ตนมีที่ยืน มีอนาคต และได้รับการยอมรับจากครอบครัวและชุมชน
กลุ่มอาชีพที่โครงการในภาคใต้ตอนล่างได้ติดต่อประสานงานไว้มีประมาณ 25 กลุ่ม อาทิ กลุ่มดูแลซ่อมแซมบ้าน กลุ่มจักสาน ช่างกรุลวดลายไทย กลุ่มวาดภาพ กลุ่มจัดท่องเที่ยวชุมชน เขียนตำนานชุมชนวิจัยชุมชน กลุ่มจัดการขยะ กลุ่มพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กลุ่มขายสินค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนเป็นต้น
กลุ่มเหล่านี้เป็นเสมือนเมนูให้เด็กและเยาวชนถามตัวเองว่าจะเลือกรายการใด ที่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจ ที่จะลงมือฝึกให้มีสมรรถนะ เผื่อใช้เป็นอาชีพการงานต่อไป แต่ก่อนอื่นคงต้องตั้งสติและปณิธาน ให้เชื่อมั่นในตัวเองว่า เลือกแล้วทำได้และทำจริง
ผมได้เสนอคำชี้แนะไว้3 คำเพื่อการตั้งสติดังกล่าว โดยอิงคำภาษาอังกฤษ 3 คำที่มีรากศัพท์เหมือนกัน คือ – piration จะเปลี่ยนก็แต่เพียงเพิ่มคำ ที่เป็น prefix หรืออุปสรรค
คำแรกคือแรงบันดาลใจ (inspiration ใช้ ins หรือการรับเข้าเป็น prefix) หมายความว่าครูชี้แนะจะกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กมีพลังที่จะทำในสิ่งที่เป็นบวก
คำที่สองคือความมุ่งมาดปราถนา (aspiration ใช้ as หรือการดึงเข้ามาเป็นของตน เป็น prefix) หมายความว่าเมื่อเด็กรับแรงบันดาลใจก็น่าจะถือแรงนั้นเป็นปณิธานและความมุ่งมั่นของตน
คำที่สามคือความบากบั่น พากเพียร (transpiration ใช้ trans หรือการผ่านออกไปเป็น prefix)หมายความว่าเมื่อมีใจแล้วทั้งครูและเด็กพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน ด้วยความเหนื่อยยาก ด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นผล
**************


