posttoday

14 ตุลา 16 กับ 14 ตุลา 63

08 ตุลาคม 2563

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

********************

ตุลาคม เป็นเดือนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในเดือนนี้ ทั้งวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่คนที่เกี่ยวข้องและคนไทยยังมีความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน คนรุ่นใหม่ที่รับผิดความคิดก็คิดไม่ตรงกันขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากฟากไหน

แต่เดือนนี้มีเหตุการณ์สำคัญอื่นที่เชื่อว่าคนไทยมีความรูสึกตรงกัน คือ วันที่ 23 ตุลาคม วันปิยะมหาราช ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่มีการปฏิรูปประเทศทุกด้านเป็นครั้งแรก และวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีการปฏิรูปประเทศเป็นครั้งที่สอง

ขอเน้นว่า “การปฏิรูปประเทศ” ไม่ใช่แค่เพียงปฏิรูปเศรษฐกิจ

ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ต่อพสกนิกรคนไทยที่คนไทยทั่วไปไม่มีวันลืม แม้แต่คนที่อยู่ในประเภท “ชังเช้า-ล้มเจ้า” หากไม่ปฏิเสธความจริง ต้องยอมรับว่า สถาบันกษัตริย์ได้ทรงงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดมา ในแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

แค่วันนี้ จะเขียนถึงบทเรียนที่เราควรเรียนรู้จากเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เท่านั้น เพราะอดีตย่อมเป็นบทเรียนที่ดี ขึ้นอยู่ว่าเราจะสนใจศึกษาอดีตเพื่อเป็นบทเรียนหรือไม่ ถ้าอดีตนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย เราก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

หลายปีที่ผ่านมา วันครบรอบเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นไปอย่างเงียบและหงอย ส่วนใหญ่เป็นงานพิธีกรรม เช่น วางพวงหรีดและพิธีทางศาสนาที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาตรงสี่แยกคอกวัว และการเสวนา ส่วนวันที่ 6 ตุลาคม ก็จะมีการวางพวงหรีดที่อนุสรณ์สถานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

แต่ปีนี้ 2563 ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยผู้เคลื่อนไหวเลือกที่จะใช้วันที่ 14 ตุลา เป็นวันสำคัญในการจัดงานที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หวังสร้างบรรยากาศการชุมนุมให้เหมือนกับ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีผู้คนมาร่วมเต็มถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่ผ่านฟ้าไปถึงสนามหลวง

สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 แกนนำนักศึกษาต่างรู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระราชวงศ์ที่ทรงห่วงใยนักศึกษาที่ถูกปราบปราม และทรงช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติในครั้งนั้นให้ยุติลงโดยรวดเร็ว ไม่เช่นนั้น เราไม่รู้ว่านักศึกษา ประชาชนจะสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเท่าไร

แต่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ผู้จัดคุยว่าจะมีรายการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่าง “เบิ้มๆ” โดยคุยว่าจะแรงกว่าวันที่ 19 กันยายน 2563 เสียอีก

ขอเตือนว่า อย่าบิดเบือนเจตนารมณ์ของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพราะแกนนำนักศึกษาหลายคนในเหตุการณ์วันดังกล่าว ยังมีชีวิตอยู่แม้จะสูงวัยเป็นผู้เฒ่าแล้ว แต่ยังจำและเข้าใจเจตนารมณ์ปี 2516 ได้เป็นอย่างดีคล้ายกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง

แม้หลายคนเสียชีวิตไปแล้ว แต่คงไม่มาเกิดเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวรุ่นปัจจุบันตามที่แกนนำม็อบบางคนกล่าวอ้างเพื่อทำให้แกนนำรุ่นนี้ดูดีขึ้น สร้าง “วาทกรรม” ว่า เขาเห็นแววตาแห่งการต่อสู้ของแกนนำรุ่น 14 ตุลา 16 มาปรากฏในแววตาของผู้นำในรุ่นปัจจุบันปี 2563 สรุปว่า วิญญานของแกนนำคนรุ่น 14 ตุลา 16 ที่ตายไปแล้วเกิดมาเป็นแกนนำของนักสู้ในปี 2563

ผู้นำ 14 ตุลา 16 ที่ตายไปแล้วคงสะดุ้ง เพราะตัวเองอยู่เฉยๆ บนสวรรค์ ยังถูกนำไปอ้างจนได้ว่าเกิดมาเป็นนักสู้ในปี 2563 ถ้าท่านเหล่านี้พูดได้ คงตะโกนว่า “ กูไม่เกี่ยวโว้ย มึงจะทำอะไรก็ทำไป อย่ามาอ้างชื่อกู “

เขียนเพ้อเจ้อไปมากแล้ว มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า

คนรุ่นหลังที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย บอกว่าไม่สงสัยว่าอะไรเกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างนักศึกษา ประชาชน กับ เผด็จการทหารเพื่อประชาธิปไตยจริง ๆ หลังจากที่ทหารครองอำนาจต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2500 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติ เมื่อจอมพลสฤษดิ์เสียชีวิต ก็มีจอมพลถนอม กิติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร สืบอำนาจต่อ ซึ่งเหมือนกับ “ดินปืน” ที่สะสมไว้เรื่อย ๆ ในปี 2516 เกิดพฤติกรรมที่แย่ ๆ เช่น ทหารใช้เฮลิคอปเตอร์ไปล่าสัตว์ ฯลฯ การใช้องค์การปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเครื่องมือดำเนินการกับฝ่ายตรงข้าม การเรียกรับเงิน ฯลฯ เป็นต้น คล้ายกับเป็นการ “ลั่นไก” ทำให้ “ดินปืน” ที่สะสมมานานระเบิดขึ้น คนไทยขณะนั้นต่างหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยเบ่งบานในประเทศไทยเสียที

ผ่านไปเพียง 3 ปีเท่านั้น ทำไมประชาธิปไตยที่เบ่งบานกลับหุบลงดื้อ ๆ จนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ตามมาด้วยความสูญเสียอีกมากมาย อดีตช่วงนี้เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเพื่อใช้เป็นบทเรียน

“ ตัวละครหลัก” ในช่วงนั้น ประกอบด้วยอย่างน้อย (1) ชบวนการนักศึกษา (2) ขบวนการฝ่ายซ้ายและพรรคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) (3) ขบวนการฝ่ายขวาจัดและทหาร

นักศึกษาที่เป็น “พระเอก” และเป็นที่ชื่นชมของประชาชนทั่วไป พอได้รับชัยชนะแล้วกลับ “เหลิง” หรือ “ลืมตัว” ไปวุ่นวายในทุกเรื่อง ระยะแรกประชาชนยังให้ความเชื่อถืออยู่ แต่พอเวลาผ่านไปนาน ๆ ก็ชักจะเบื่อ ความนิยมต่อขบวนการนักศึกษาเริ่มลดลงทีละน้อย ขณะเดียวกัน “ลัทธิฝ่ายซ้าย” ได้แทรกซึมเข้าไปในหมู่นักศึกษาได้อย่างกว้างขวาง

แนวคิดของมาร์กซ์ เหมาเจ๋อตุง เชกูวาร่า ฯลฯ แพร่ระบาดทั่วไป หนังสือเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้วางขายกันเกลื่อนในท้องตลาด “เทรนด์ส” ของนักศึกษาขณะนั้น คือ “5ย.” คือ ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม รองเท้า (แตะ) ยาง นักศึกษาช่วงเวลานั้นถ้าใครไม่ซ้ายหน่อยจนถึงซ้ายจัด ดูจะเป็นคนแปลกประหลาดของเพื่อน ๆ

นักศึกษาปี 1 จะถูกรุ่นพี่โน้มน้าว หรือทำตามพฤติกรรมของรุ่นพี่ ตามสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยที่บรรยายกาศซ้ายกำลังมาแรง ร้านหนังสือหากไม่มีหนังสือเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ เลนิน เหมาเจ๋อตุง เชกูวาร่า ฯลฯ วางขาย อาจไม่มีคนเข้า

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ใน กทม. มีกิจกรรมทางลับมากขึ้นในการเข้าถึงและชักนำนักศึกษาให้เป็น “เยาวชน” หรือ ย.ของพรรค แกนนำนักศึกษาหลายคนที่เราเคยสนิทและคุยด้วย กลายเป็นเยาวชนของพรรคโดยที่เราไม่รู้ อย่างไรก็ดี แกนนำพรรคใน กทม.ถูกพรรควิจารณ์ในภายหลังว่า “สุ่มเสี่ยง” มากไป แม้ว่าพรรคต้องการสมาชิกที่เป็นปัญญาชนเข้าร่วมเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่พร้อมจะรับคนจำนวนมากเข้าป่า

ในขณะที่กระแสซ้ายรุนแรงขึ้น กระแสขวาซึ่งเริ่มตั้งตัวได้ก็ออกมาตอบโต้และรุนแรงไม่แพ้กัน เปรียบเสมือนกับ “ลูกตุ้ม” ที่แกว่งไปซ้ายมากเท่าไร ก็จะแกว่งมาทางขวาในระดับเดียวกัน คนทั่วไปเริ่มเบื่อหน่ายและไม่พอใจพฤติกรรมของนักศึกษามากขึ้น จนถึงขนาดที่มองนักศึกษาเป็น “ฝ่ายซ้าย”

กระแสขวาโตขึ้นโดยธรรมชาติ ศูนย์กลางกระแสขวาที่เป็นกองหน้าสู้กับฝ่ายซ้ายขณะนั้น คือ พรรคชาติไทย สถานีวิทยุยานเกราะ หนังสือพิมพ์ “ดาวสยาม” นักศึกษาอาชีวะ กระทิงแดง นักศึกษาอาชีวะ “เพลงหนักแผ่นดิน” ถูกใช้เป็นเพลงปลุกระดมให้ฝ่ายขวาเกิดฮึกเหิมที่จะเข้าห้ำหั่นนักศึกษาฝ่ายซ้าย มีการวางแผนทำลายขบวนการนักศึกษาอย่างเป็นระบบและใช้เป็นเงื่อนไขในการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร

แกนนำนักศึกษาขณะนั้นน่าจะตระหนักถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ในภายหลัง พ.ค.ท.ก็วิจารณ์กันเองว่า คนของพรรคในเมือง ( กทม.) สุ่มเสี่ยงมากเกินไปในการมีส่วนผลักดันสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง เพื่อผลักดันให้นักศึกษาหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พ.ค.ท.ที่ต้องการปัญญาชนเข้าร่วมมากขึ้น เพราะเวลานั้น จุดอ่อนของ พ.ค.ท.มีแต่แกนนำจากชาวนา แกนนำจากปัญญาชนมีน้อยมาก

แต่เมื่อนักศึกษาจำนวนมากทยอยกันเข้าป่า พรรคในป่าไม่มีความพร้อมที่จะรองรับนักศึกษาจำนวนมากขนาดนั้น จนเกิดปัญหาชัดแย้งกันอย่างใหญ่หลวงตามมาก่อนที่นักศึกษาปัญญาชนทะยอยออกจากป่า ( ชาติมหาอำนาจตะวันตกแห่งหนึ่งรับแกนนำนักศึกษาหลายคนไปศึกษาต่อในประเทศของตนโดยสนับสนุนค่าใช้จ่าย )

ความจริง แม้ฝ่ายขวาวางแผนที่จะทำลายขบวนการนักศึกษาแนวซ้ายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ความรุนแรงสามารถหลีกเลี่ยงได้หากแกนนำนักศึกษาเชื่อในสิ่งที่ ดร.ป๋วย อึ้งภากณ์ พูดห้ามปรามและเตือนสติด้วยความหวังดีให้นักศึกษาสลายตัวและกลับบ้าน เพราะท่านรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่แกนนำนักศึกษาบางคนกลับย้อนถามว่า ถ้าเขาเลิกตอนนี้ แล้วขบวนการนักศึกษาจะได้อะไร เพราะได้ลงทุนลงแรงไปเยอะแล้ว

แล้วแกนนำนักศึกษาก็ได้จริง ๆ ทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ ถูกจับ กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ลบไม่ออก

น่าสงสารคนดีแบบ ดร.ป๋วย ที่พยายามช่วยลูกศิษย์และไม่ต้องการให้เหตุการณ์บานปลายรุนแรงไปมากกว่านั้น แต่แกนนำนักศึกษามองไม่เห็นความหวังดีของท่าน รัฐบาลทหารก็ไม่ชอบท่าน ในที่สุด ท่านก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ตางประเทศ ทำให้ประเทศชาติเสียคนดีมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เยี่ยมยอดเช่นท่านไป

หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 หน่วยข่าวของชาติอภิมหาอำนาจหนึ่งได้ทำรายงานวิเคราะห์ส่งไปยังสำนักงานใหญ่เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ในประเทศไทยว่า ฝ่ายทหารจะกลับมายึดอำนาจคืนภายใน 3 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่า ขบวนการนักศึกษาจะทำลายตัวเอง หลังจากที่ได้ชัยชนะในปี 2516 ขบวนการนักศึกษาจะฮึกเหิมและจะเคลื่อนไหวอย่างไรขอบเขต ยุ่งไปหมดทุกเรื่อง ในที่สุดประชาชนจะเกิดความเบื่อหน่าย ฝ่ายทหารและฝ่ายขวาจะฟื้นคืนอำนาจและยึดอำนาจกลับมาได้ใน 3 ปี

และก็เป็นจริงตรงตามรายงานประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าว หน่วยข่าวต่างประเทศนั้นอาจมีส่วนช่วยเหลือให้ฝ่ายทหารและฝ่ายขวากลับคืนสู่อำนาจได้ เพราะมหาอำนาจนั้นมีนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ และต่อต้าน พ.ค.ท.อย่างเข้มแข็ง

เราหวังว่า แกนนำการชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 และประชาชนที่เข้าร่วม รวมทั้งพรรคการเมืองที่จะเกณท์คนของตนมาร่วม ได้ศึกษาบทเรียนของประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ ที่จะไม่ให้เกิดความวุ่นวายจนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอีก

ความแตกต่างของวันเดียวกันในสองปี คือ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 แกนนำไม่เคยพูดจาดูถูกดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ตรงกันข้าม สถาบันสูงสุดมีส่วนช่วยเหลือทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี แต่แกนนำการชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 กลับประกาศว่า จะมีการอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์แบบ “เบิ้ม ๆ “ อีกต่อเนื่องจากวันที่ 19 กันยายน 2563 และย้ำข้อเรียกร้อง 10 ประการของวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต

จำนวนผุ้ชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 หากเป็นเฉพาะการจัดการของแกนนำนักศึกษา คงไม่มากหากไม่มีพรรคการเมืองเกณท์คนมาร่วมด้วย ถ้าพรรคการเมืองใดคิดจะทำเช่นนั้น ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า “พรรคสนับสนุนการจาบจ้วง ดูถูก ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ด้วยใช่หรือไม่” จนถึงขณะนี้ บางพรรคการเมืองยังไม่ได้ตอบสังคมเลยว่า ทำไมถึงเกณท์คนไปร่วมการชุมนุมคืนวันที่ 19 กันยายน 2563 ที่แกนนำบนเวทีได้พูดจาบจ้วงล่วงละเมิดดูถูกดูหมิ่นสถาบันสูงสุดอย่างชัดเจน แสดงว่า พรรคนี้เห็นดีงามไปด้วยกับคำดูถูกดูหมิ่นด้วย เช่นนั้นหรือ

เราหวังว่า การชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยใช้ 14 ตุลา 16 เป็นสัญลักษณ์ คงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และต้องไม่มีการพูดจาจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์

ประชาชนกำลังรอ “ของขวัญ” จาก ผบ.ตร.คนใหม่ว่า สตช.จะดำเนินการตามกฎหมายต่อแกนนำผู้ชุมนุมในวันที่ 19-20 กันยายน 2563 ที่สนามหลวง โดยเร็วหลังจากที่ก่อนหน้านี้ สน.สำราญราษฎร์และ สน.คลองหลวง ได้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดในการชุมนุมมาแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมศิลปากร กทม. ต้องรีบไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วย ไม่ต้องรอให้ตำรวจเตือนมา

รัฐบาลต้องไม่เกรงใจหรือกลัวผู้กรทำผิดกฎหมาย แต่ควรเกรงใจประชาชนที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายมากกว่า ขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าให้สังคมเกิดความรู้สึกว่า คนที่เคารพปฏิบัติตามกฎหมายกลายเป็นผู้เสียเปรียบในสังคม

****************

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 141 ONE Championship วันนี้ 6 ก.พ.69