คนไทยตาสว่าง

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 15:22 น.
คนไทยตาสว่าง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

************************

หลายท่านอาจตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย” หรือ เอ็น.อี.ดี. ( National Endowment for Democracy) ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค ออกมาอยางต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเผยแพร่โดยคนไทยเพื่อให้คนไทยด้วยกันเองตระหนักถึงอันตรายและเตรียมตัวรับมือ

สัปดาห์นี้ มีการเผยภาพแกนนำเคลื่อนไหวชาวไทยที่มีแกนนำการชุมนุมคนหนึ่ง และพวก ได้เข้าพบนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำไทย พร้อมภริยา ที่ทำเนียบท่านทูต ถนนวิทยุ เมื่อปี 2559 โดยการเชิญของท่านทูตเพื่อพบปะผู้นำเยาวชนไทย ภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ในขณะนั้นโดยสถานทูตอเมริกัน ภาพนี้มีการแชร์กันอย่างกว้างขวาง

การพบปะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องลับ เพราะสถานทูตได้เปิดเผยเองทางสื่อของสถานทูต แต่ก็มีคนสงสัยว่า ใครเป็นคนเผยแพร่ภาพนี้ มีวัตถุประสงค์อะไร แต่การแพร่ภาพดังกล่าวนับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้คนได้รู้ ได้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำชุมนุม กับ สถานทูตอเมริกัน

หากเป็นการเผยแพร่โดยสถานทูตหรือพรรคพวกคนไทย อาจเป็นการสื่อว่า นายพริษฐ์และพวกเป็น “คนของเรา” นะ อย่าทำอะไรรุนแรงกับคนของอเมริกัน แต่ถ้าเป็นการเผยแพร่โดยคนไทยทั่วไป อาจต้องการสื่อให้เห็นว่า แกนนำม็อบที่เคลื่อนไหวในปัจจุบันมีอเมริกันหนุนหลัง นัยหนึ่ง ต้องการจะสื่อว่า อเมริกันพร้อมจะโดดลงมาแทรกแซงการเมืองไทยอย่างเปิดเผย

ท่านทูตอเมริกันสองคนที่ผ่านมา สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับคนไทยมาก โดยเฉพาะ นางคริสตี้ เคนนี่ ที่พอมาถึงเมืองไทยยังไม่ทันไร ก็พูดจากระทบกระเทียบสถาบันพระมหากษัตรย์ไทย จนคนไทยกลุ่มห่นึ่งต้องไปชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานทูตสหรัฐ เป็นที่ทราบกันดีว่า นางคริสตี้ เคนนี่ เป็นคนของนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศขณะนั้น ซึ่งสนับสนุนทักษิณ ชินวัตรและ น.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ระหว่างที่ นางเคนนี่ ดำรงตำแหน่งทูตอเมริกันในไทย ช่วงนั้น เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันและเจ้าหน้าที่ยูเสดวุ่นวายมาก โดยแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเข้าข้างมวลชนเสื้อแดง และต่อต้านสถาบันกษัติรย์ เจ้าหน้าที่ทูตอเมริกันหลายคนไปเยี่ยมหมู่บ้านเสื้อแดงที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแสดงท่าทีสนับสนุนกลุ่ม “ล้มเจ้า” ขณะนั้น อย่างเปิดเผย

หลังจากที่นางเคนนี่ พ้นวาระในไทยแล้ว มีข่าวว่า หากเจ้านายของนาง (นางฮิลลารี คลินตัน) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นางอาจจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศดูแลด้านเอเชียแปซิฟิค ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย โชคไม่ดีที่นางฮิลลารี่ ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี

หลังจากที่นางคริสตี้ เคนนี่ พบวาระไปแล้ว คนไทยคิดว่า ทูตอเมริกันคนใหม่ คือ นายกลินส์ เดวีย์ จะเข้าใจคนไทยและสังคมไทยดีขึ้น และคงไม่พูดจาระรานแบบทูตคนก่อน เพราะเขาให้สัมภาษณ์ก่อนมาว่าได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทย คนไทย ประเพณีไทยอย่างมากมาย และจะมาส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ เขามาทำงานในช่วงของ คสช.มีอำนาจ ดังนั้น การที่จะมองว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการทหาร อะไรทำนองนี้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็เผลอ ๆ พูดอะไรที่กระทบต่อสถาบันสูงสุดของไทยบ้างเป็นบางครั้งเช่นกัน

ในช่วงที่ เจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลมีหลายคนเดินทางไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และ และภาคใต้ ผิดปกติ เบื้องหน้าคือ ไปพบปะสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่งแอบติดต่อทางลับกับนักศึกษาที่สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในชายแดนภาคใต้ กับคนที่มืชื่อได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากเอ็น.อี.ดี.

ทูตอเมริกันคนปัจจุบันนำเข้าโดยตรงจากฮ่องกง หลังจากที่แกนนำม้อบอ่องกงที่ก่อความวุ่นวาย ถูกจับ แกนนำที่เหลือสหรัฐก็ส่งไปเรียนต่อในอเมริกา โจชัว หว่อง ก็คงจะเดินทางไปอยู่กับพ่อที่อเมริกันและคงได้ทุนอเมริกันเรียนต่อที่นั่น หลังจากที่แกนนำฮ่องกงบางคนเดินทางไปเรียนที่สหรัฐก่อนหน้านั่นแล้ว “การปฏิวัติร่ม” ในอ่องกงเป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่ให้คนฮ่องกงพูดถึง

ก็มีแต่ไทยนี่แหละที่มีการชุมนุมแฟลชม็อบแบบฮ่องกงทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด อีกทั้ง มีความพยายามที่จะก่อม็อบเพิ่มขึ้น รัฐบาลไทยผู้รักษากฎหมายก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองในและนอกสภา

ม็อบในฮ่องกงก็เรียบร้อยโรงเรียนฮ่องกงไปแล้ว ในสิงคโปร์ ไม่มีทางที่จะเกิดม็อบขึ้นได้ ส่วนม็อบไต้หวันชุมนุมเพื่อต่อต้านปักกิ่งเป็นหลัก ล่าสุด ม็อบหนุ่มสาวใต้หวันได้ออกมาเชียร์ม็อบเมืองไทย ทำนองให้เร่งม็อบแรงขึ้น เร็วขึ้น ม็อบไต้หวันพร้อมหนุนเต็มที่ ฯลฯ

การที่วอชิงตันจึงนำท่านทูตคนนี้มาจากฮ่องกง คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่น่าจะเพื่อทำภารกิจพิเศษบางประการที่ทูตท่านนี้จะได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ในการหนุนม็อบมาก่อนแล้ว

การสร้าง “พันธมิตรขานม “ คงเพื่อต้องการให้คนหนุ่มสาวในไทยที่สร้างแฟลชม็อบแบบฮ่องกงกดดันรัฐบาลในเรื่องอื่นอยู่แล้ว เพื่อใช้ต่อรองไม่ให้รัฐบาลไทยอำนวยประโยชน์ให้กับจีนมากไป

คำถามคือ แล้วทำไมพันธมิตรชานมดังกล่าวไม่รวมมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่าด้วย หรือหนุ่มสาวประเทศเห่านั้นไม่กินชานม หรือไปปลุกหนุ่มสาวมาเลย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ให้สร้างม็อบไม่ขึ้น

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะในประเทศเหล่านี้ไม่มีการชุมนุมของเยาวชนคนหนุ่มสาวนั่นเอง นัยหนึ่ง ไม่มีเชื้อที่จะให้อเมริกันไปจุด อีกทั้งรัฐบาลประเทศเหล่านั้นคงไม่ยอมให้อเมริกันไปยุแหย่ให้เยาวชนของเขาออกมาเคลื่อนไหวท่ามกลางการระบาดของไข้โควิด 19

ดังนั้น เราต้องจับตาดูบทบาทของทูตอเมริกันคนนี้ให้ดี ๆ เพราะการที่วอชิงตันส่งคนนี้มาประจำไทย คงไม่ได้ส่งมานั่งเฉย ๆ แต่เป็นคนที่เหมาะกับสถานการณ์ในไทยที่มีม็อบนักเรียน นักศึกษา คนวัยรุ่นกำลังต่อต้านรัฐบาลไทย

นโยบายของวอชิงตัน ก็คือ ทำอย่างไรจะให้รัฐบาลไทยมีนโยบายต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ ซึ่งสหรัฐถือว่าเป็นภูมิภาคที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ ทั้งทางบกและทางทะเล ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สำคัญยิ่งของสหรัฐ

ระยะหลัง กำลังทหารสหรัฐและจีนเผชิญหน้ากันโดยตรงในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติที่คู่กรณีไม่อาจผ่อนปรนได้ สหรัฐถือว่า ทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญทั้งในยามปกติและยามสงคราม เป้นเส้นทางที่กองเรือที่ 7 ของสหรัฐใช้ในการเดินทางไปมาระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคกับตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ สหรัฐยังต้องให้คุ้มครองเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังญี่ปุ่น ส่วนจีนถือว่าเป็นทะเลจีนใต้เป็นเขตอาณาของตน มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในยามสันติและยามสงครามเช่นกัน ที่เป็นช่องทางที่ทำให้จีนเดินทางไปสู่มหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ได้ นอกเหนือจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล จีนยอมลงทุนไปสร้างเกาะเทียมในหมู่เกาะสแปรตลีย์ เพื่อคุ้มครองและสร้างประกันด้านความมั่นคงแห่งผลประโยชน์ชาติตนในพื้นที่นี้

มีการเผชิญหน้าทางทหาร ในลักษณะของการ “แสดงพลัง” หรือโชว์ ออฟ ฟอร์ซ ในทะเลจีนใต้บ่อยครั้ง ล่าสุด ที่เรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันแล่นผ่านหมู่เกาะดังกล่าว ในขณะที่จีนส่งสัญญานเตือน และประกาศกร้าว ยืนยันอธิปไตยของจีนในพื้นที่นี้

เดือดร้อนประเทศแถบนี้ ที่ถูกสหรัฐกดดันให้เลือกข้าง คือเลือกอยู่ข้างสหรัฐ สนับสนุนนโยบายสหรัฐในทะเลจีนใต้ ส่วนปักกิ่งนั้นต้องการให้ประเทศในภูมิภาคสนับสนุนนโยบายจีน แต่เปิดกว้างว่า ประเทศในภูมิภาคสามารถคบได้ทั้งจีนและสหรัฐ

ก่อนนั้น ประเทศในภูมิภาคไม่มีทางเลือก ก็ต้องเข้าเข้าสหรัฐ แต่ปัจจุบัน ประเทศในอาเซียนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น คือ จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในการส่งออกสินค้าของอาเซียน และนักท่องเที่ยวจีนเป็นแหล่งสำคัญในการนำเงินตราเข้าประเทศในอาเซียน ประเทศในภุมิภาคนี้จึงต้องการป็นมิตรทั้งสหรัฐและจีน ซึ่งสหรัฐก็รู้ดีว่า ประเทศในอาเซียนมีความผุกพันกับจีนมากกว่า สหรัฐจึงต้องหาทางบีบรัฐบาลในภูมิภาคนี้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ดีที่สุดคือการใช้มวลชนในประเทศนั้นกดดัน เช่น สนับสนุนการชุมนุมเยาวชนหนุ่มสาวในไทย เป็นต้น

เป็นเรื่องยากที่ประเทศเล็ก ๆ เช่นไทยจะต้องเลือกข้าง ยกเว้นไม่มีทางเลือกจริงๆ แต่ถ้ามีทางเลือกแล้ว เราเลือกที่จะเป็นมิตรกับคู่ขัดแย้งยักษ์ใหญ่ทั้งสอง และเราก็เอาตัวรอดได้ตลอดมา

มีคำถามว่า ทำไมอะไร ๆ ก็ต้องมาลงที่ไทย ทำไมสหรัฐถึงจงใจกดดันไทยนักหนา คำตอบส่วนหนึ่งคือ ไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ติดต่อทั้งมหาสมุทรแปซิฟิคและอินเดีย เมื่อใดที่สหรัฐมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับจีน ไทยจะถูกสหรัฐดึงเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ตั้งแต่สมัยสงครามลัทธิ ไทยถูกใช้เป็นแนวหน้าในการต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีน และถูกใช้เป็นฐานทัพของสหรํฐในสงครามเวียตนาม

เวลานี้ สหรัฐกลับมาใหม่เพื่อต่อต้านอิทธิพลจีน สหรัฐพยายามตกลงกับรัฐบาลชุดก่อนเพื่อตั้งฐานทัพลอยน้ำในน่านน้ำไทยโดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลืออาเซียนในกรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ไม่สำเร็จเพราะถูกประชาชนคัดค้าน

คนไทยที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเมื่อ พ.ศ.2518 และอยู่ในช่วงหลังสงครามเวียตนาม ยังจำไม่เลือนเมื่อสหรัฐถอนตัวโดยปล่อยให้ไทยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกคาดว่า ไทยจะเป็น “โดมิโน” ตัวต่อไป และไม่เชื่อว่าไทยเอาตัวรอดมาได้อย่างไร ทั้งนี้ ไม่รวมที่อเมริกันหนุนหลังการปฏิวัติในเมืองไทยอีกหลายครั้ง แต่คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่รู้ฤทธิ์ของอเมริกันที่ผู้ใหญ่ไทยเข็ดเขี้ยวกับอเมริกันมาแล้ว

คราวนี้ ไทยก็ถูกสหรัฐบีบอีกครั้งทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะให้การสนับสนุนม็อบหนุ่มสาวในไทยในทางลับ เวลานี้ ทั้ง ซี.ไอ.เอ. ยูเสด ได้พัฒนาและจัดตั้งเครือข่ายในไทยไว้หพร้อมและนานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะตามสถาบันการศึกษาชั้นสูงใน กทม.และในทุกภูมิภาคของไทย องค์กรพัฒนาเอกชน โดยมีงบประมาณสนับสนุนอย่างไม่จำกัด

ขึ้นอยู่กับคนไทยที่จะยอมให้มวลชนที่มีแกนนำรับเงินจากกองทุน เอ็น.อี.ดี. เป็นตัวเปิดเกม ครั้งนี้ จะไม่ใช่เป็นการกดดันรัฐบาลไทยหากไม่ทำตามผลประโยชน์สหรัฐเท่านั้น แต่สถาบันสูงสุดของไทยยังถูกคุกคามโดยตรงด้วย

การเคลื่อนไหวทางการเมืองเวลานี้ ได้รับการปั่นกระแส ปลุกระดมจากทั้งในและนอกประเทศผ่านสื่อดิจิตัล ผลการวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยแห่งหนึง พบว่า สถิติของผู้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นทางการเมืองในไทย ปรากฏว่า มาจากต่างประเทศกว่าร้อยละ 85 ซึ่งแสดงว่า การสร้างกระแสและบิดเบือนทัศนคติของประเด็นทางการเมืองในประเทศสามารถกระทำได้ง่ายจากต่างประเทศภายใต้โลกดิจิตัล

ไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดโควิดอยู่ในลำดับต้นๆ ได้รับความสนใจว่าเป็นประเทศที่จะได้ประโยชน์ด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การโยกย้ายถิ่นของคนมีเงินที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายในไทยที่มีระบบการแพทย์และสาธารณะสุขดี หลังจากนี้ ไทยกำลังเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เพื่อดึงดูดการลงทุน การจ้างงาน การส่งออก และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ แต่ฝ่ายตรงข้ามต้องการให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายทั้งในสภาและนอกสภา จนรัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะรู้ว่าเรื่องเศรษฐกิจคือ จุดตายของรัฐบาล

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสร้างและรักษาสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ กับ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เพื่อไม่ให้รัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ เมื่อคนไม่มีงานทำ ตกงาน ทำมาหากินไม่ได้ คนก็จะลุกฮือมาไล่รัฐบาล คนวางแผนรู้ดีอยู่แล้ววว่า ม็อบหนุ่มสาวไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ทำอย่างไรจะให้คนไทยที่ตกงานมากขึ้นลุกฮือขึ้นมา

คนที่วางแผนเรื่องร้ายๆ กับประเทศแบบนี้ แทนที่จะคิดถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนร่วมชาติ คิดถึงชาติบ้านเมืองที่ต้องฟื้นฟูหลังโควิด 19 ที่เราทำดีมาตลอด กลับคิดเอาชนะเพราะความแค้นทางการเมือง และชักนำมีต่างชาติที่พร้อมอยู่แล้วมาหนุนหลังเพื่อผลประโยชน์ของเขา

ชะตากรรมของบ้านเมืองเป็นของคนไทยทุกคน เราจะยอมให้คนอื่นมากำหนดอนาคตของประเทศหรือ?