การใช้อำนาจของประชาชน: ความสำคัญของ พ.ร.บ. การชุมนุมฯ และ พ.ร.บ. พรรคการเมือง

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 08:44 น.
การใช้อำนาจของประชาชน: ความสำคัญของ พ.ร.บ. การชุมนุมฯ และ พ.ร.บ. พรรคการเมือง
โดย...ไชยันต์ ไชยพร              

*******************

แปดสิบแปดปีประชาธิปไตยไทยพัฒนาไปแค่ไหน คงต้องดูหลายปัจจัย ถ้าดูเสถียรภาพของระบอบการเมือง ก็คงต้องตอบว่า ไม่ดี เพราะยังต้องมีรัฐประหารอยู่ แต่จะโทษที่คนทำรัฐประหารฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้อีก เพราะสมัยนี้ต่างจากสมัยก่อน สมัยก่อนรัฐประหารเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ-ทหารที่มีอำนาจทางการเมือง เมื่อเกิดความขัดแย้งก็เข็นรถถัง ประกาศวิทยุโทรทัศน์ ก็เป็นอันว่าเกิดรัฐประหาร ประชาชนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย กล่าวคร่าวๆได้ว่า รัฐประหารตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2475 จนถึงก่อน พ.ศ. 2549 เป็นรัฐประหารที่ไม่ได้มีมวลชนที่ขัดแย้งกันในวงกว้างเข้ามาเป็นปัจจัยให้เกิดรัฐประหาร

แต่ชัดเจนว่า รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 เป็นรัฐประหารที่แตกต่างไปจากรัฐประหารก่อนหน้าทั้งหมด พูดง่ายๆก็คือ รัฐประหารจะทำยากขึ้นๆเรื่อยๆเพราะต้องมีปัจจัยที่รุนแรงและร้ายแรงต่อความมั่นคงจริงๆ  ส่วนปัจจัยที่ว่านี้จะเกิดขึ้นเองจากการขยายตัวบานปลายของสถานการณ์ หรือ เป็นสิ่งที่มีคนพยายามสร้างให้เกิดเพื่อจะได้มีรัฐประหารก็ไม่เป็นประเด็น เพราะสถานการณ์แบบนี้ ถ้าสร้าง มันจะเสี่ยงมากๆ เพราะหากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้หรือผิดพลาด มันจะเลยเถิดจนไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง แต่เอาเป็นว่า แม้ถ้าเชื่อว่า สถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็บอกได้เลยว่า มันจะสร้างยากขึ้นๆไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนจะไม่ยอมรับการเกิดรัฐประหารได้ง่ายเหมือนที่ผ่านมา โอกาสจะเกิดการลุกฮือต่อต้านการทำรัฐประหารมีมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากรัฐประหารสองครั้งหลัง เริ่มมีคนที่กล้าออกมาต่อต้านมากขึ้น จึงคาดการณ์ได้ว่า ถ้าเกิดรัฐประหารอีก คงจะมีคนออกมาต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน แปดสิบแปดปีประชาธิปไตย มีพัฒนาการด้านการมีส่วนร่วมของมวลชนมากขึ้น อย่างน้อยวิกฤตการเมืองในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2556-2557 ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า ในเชิงปริมาณ ประชาชนมีบทบาทในทางการเมืองมากขึ้นกว่าก่อนหน้านั้น อันเป็นผลพวงจากพัฒนาการเทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น การสื่อสารแบบ real-time ทำให้สามารถสื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารและสามารถปลุกระดมผู้คนให้เข้ามาชุมนุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการคมนาคมก็สะดวกมากขึ้น ในแง่นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยมีพัฒนาการในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน  แต่ข้อเสียก็รู้ๆกันอยู่ นั่นคือ ผู้คนรับข้อมูลข่าวสารด้านเดียว เกิดความเกลียดชังกันและกัน และการชุมนุมที่ไม่มีขอบเขตจนทำให้เกิดการชะงักงันของธุรกิจต่างๆและรวมทั้งระบบราชการ

แต่การชุมชุมที่ไม่มีขอบเขตนี้ อาจจะลดน้อยลง เพราะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. 2558  ซึ่งจะเห็นได้ว่า การพยายามชุมนุมที่ผ่านมา ผู้ริเริ่มการชุมนุมค่อนข้างจะระมัดระวังตัว รวมทั้งผู้ที่มาชุมนุมด้วย แม้ว่าจะมีการใช้ “ศิลปะแบบรู้หลบเป็นปีก” กับ “เลี่ยงบาลี” แต่ยังไงก็ถือว่า พระราชบัญญัติฯตัวนี้ ยังทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง  แต่คงต้องคอยดูกันต่อไปว่า จะช่วยป้องกันไม่ให้การชุมนุมบานปลายจนเป็นเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารได้ไหม

นอกจากประชาชนคนส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองบนท้องถนนแล้ว ควรจะมีส่วนร่วมในการเมืองแบบปกติกันให้มากๆเสียก่อน ไม่ใช่จะลงถนนท่าเดียว การมีส่วนร่วมที่ว่านี้คือ มีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมและนโยบายของพรรคการเมืองที่ตนสนใจสนับสนุน เพราะถ้ากำหนดตรงนี้ได้ มันก็ไม่น่าจะไปเกิดเรื่องบนท้องถนน เพราะคงไม่มีประชาชนที่ไหนต้องการได้นักการเมืองโกงๆ มีประวัติแย่ๆ...หรือไม่แน่ ?

แต่ถ้าหากประชาชนต้องการนักการเมืองโกงๆ ก็คงหลีกเลี่ยงต้องลงถนนกันไม่ได้ เพราะเงื่อนไขของปัญหาการชุมนุมประท้วงมักจะเริ่มจากพฤติกรรมของนักการเมืองก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ๆจะลงถนนขับไล่กันได้

ทีนี้ นอกจากเราจะมีพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะแล้ว เรายังมีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองที่บังคับให้พรรคการเมืองต้องจัดประชุมให้สมาชิกพรรคเข้าไปกำหนดเรื่องราวต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกรรมการบริหารพรรคหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ พรรคจะต้องเปิดให้สมาชิกพรรคเข้ามาประชุมอย่างน้อย 250 คนโดยมีอัตราส่วนจากตัวแทนสาขา ตัวแทนภาค และกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรค ส่วนสมาชิกพรรคอื่นๆจะมากันกี่คนก็ได้ ไม่จำกัด

ดังนั้น ก่อนจะไปลงถนน ก็ควรจะไปกำหนดเรื่องราวของพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนเสียก่อน เพราะพรรคจะได้สะท้อนความต้องการของประชาชนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างเช่นวันที่ 27 มิถุนายนนี้ จะมีประชุมพรรคพลังประชารัฐเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคก็ควรเข้าไปมีส่วนกำหนด ไม่ใช่ปล่อยให้แกนนำพรรคเขากำหนด อะไรที่ชอบไม่ชอบจะได้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งผมก็สนใจอยากจะไปขอสังเกตการณ์ว่าตกลงแล้ว สมาชิกพรรคพลังประชารัฐไปประชุมกันกี่คน เป็นคนกลุ่มไหน และมาจากการถูกเกณฑ์หรือเปล่า (เช่น ถามว่า มาทำไม ก็ตอบว่า ไม่รู้ เขาให้มาก็มา อะไรแบบนี้ !!??) หรือพรรคก้าวไกล ก็น่าจะไปถามให้รู้ๆว่า ตกลงแล้ว การกู้เงินหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มันไปยังไงมายังไง มีเหตุผลอะไร แล้วพอมาเป็นก้าวไกล ไม่ต้องกู้เงินหัวหน้าพรรคแล้ว เอาเงินที่ไหนใช้ แล้วสมมุติว่า ตอนเป็นอนาคตใหม่ ไม่กู้หัวหน้าพรรค จะส่งผลกระทบต่อการรณรงค์เลือกตั้งของพรรคมากน้อยแค่ไหน ?

นอกจากนั้น จะว่าไปแล้ว เวลาเราจะพูดว่า แปดสิบปีประชาธิปไตยไทยมันพัฒนามากน้อยยังไง ก็ควรลงไปดูที่กฎหมายบางฉบับที่เขาออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่การชุมนุมบานปลายและเกิดความสุ่มเสี่ยงต่อจลาจลและสงครามกลางเมือง อีกทั้งควรดูกฎหมายบางฉบับที่เขาบังคับให้พรรคต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคเข้ามากำหนดเรื่องราวในพรรค ซึ่งเป็นการให้สมาชิกพรรคได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องราวของพรรคด้วย เช่น อาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมถึงสนับสนุนนักการเมืองคนนั้นคนนี้ ถาม-ตอบกันให้จะจะไปเลย ไม่ดีก็ลาออกไปเป็นสมาชิกพรรคอื่น หรือถ้าไม่มีพรรคที่ชอบเลย ก็ลองเสนอมาว่าต้องการพรรคแบบไหน เผื่อจะได้มีนักการเมืองที่เขามีความเชื่อตรงกันกับเรา ก็จะได้มาตั้งพรรคกัน แต่ถ้าอะไรๆก็ไม่เอาไม่ร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ รอจะลงถนนท่าเดียว ซึ่งเป็นปลายน้ำสุดของการเมืองแล้วแบบนั้น ก็หมิ่นเหม่ต่อเข้าสู่ทางตันทางการเมือง ดังนั้น แปดสิบแปดปีประชาธิปไตย อย่าเอาแต่ท่องว่า อำนาจจะต้องเป็นของประชาชน หรือ การปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน อย่าเอาแต่ท่องว่า ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ

หากประชาชนไม่แข็งขันใช้อำนาจทางการเมืองตั้งแต่ต้นน้ำ จะรอไปร่วมตอนปลายน้ำท่าเดียว ถึงตอนนั้น ก็ไม่มีใครสนใจกฎหมายบ้านเมือง มีแต่กฎกู !

ดังนั้น เมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิ์กันแล้ว ก็ควรจะไปใช้สิทธิ์ใช้อำนาจทางการเมืองของตนเสีย อย่าปล่อยให้นักการเมืองไม่กี่คนในพรรคอ้างความชอบธรรมโดยการเกณฑ์คนของตนเข้ามาออกเสียง เพียงเพราะท่านไม่ตระหนักในสิทธิ์ของความเป็นสมาชิกพรรคของตัวท่านเอง ถ้าทำได้ เป้าหมายต่อไปคือ การทำให้วุฒิสภาไม่เป็นของอดีต คสช.