ความสวยงามของเสรีภาพในอเมริกา

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 16:02 น.
ความสวยงามของเสรีภาพในอเมริกา
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์

*********************

ในช่วงที่อเมริกากำลังตกต่ำจากการบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์จนทำให้สหรัฐกลายเป็นประเทศที่มีคนติดเชื้อโควิด 19 มากที่สุดในโลกถึง 3 ล้านคน และคนอเมริกากว่า 3 แสนคนตายเพราะไข้หวัดนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ก็เกิดข่าวการจลาจลที่เริ่มจากเมืองมินนีอาโซด้า ล่าสุดการจลาจลขยายไปกว่า 75 เมืองใน 27 มลรัฐ

รวมทั้งที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่การจลาจลที่อยู่ห่างจากทำเนียบขาวไม่เท่าไร ทางการต้องส่งเจ้าหน้าที่มากันไว้ และรีบพาประธานาธิบดีทรัมป์กับครอบครัวไปอยู่ในห้องปลอดภัยใต้ดินทำเนียบขาวทันที ซึ่งเปิดใช้เป็นครั้งแรก หรือในจำนวนน้อยครั้งมากเพื่อให้ความปลอดภัยแต่ผู้นำประเทศและครอบครัวในยามวิกฤติ

เป็น “ข่าวดัง” ที่แทบจะกลบข่าวไข้หวัดโควิด 19 ในอเมริกา ชื่อของ “จอร์จ ฟลอยด์” ซึ่งเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ถูกพูดกันไปทั่วโลกมากกว่าชื่อ ทรัมป์

จะเรียกว่าเป็นเคราะห์หามยามซวย หรือเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็คงได้ ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งปวดหัวกับการแก้ปัญหาไข้หวัดโควิดอยู่แล้ว มาเจอกับการจลาจลซึ่งขยายไปแล้วกว่า 75 เมืองทั่วสหรัฐ

เริ่มต้นที่เมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินเนโซต้า หลังจากที่มีภาพเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในสื่อออนไลน์และโทรทัศน์เมื่อตำรวจผิวขาวจับกุมชาวผิวดำคนหนึ่ง ชื่อ จอร์จ ฟลอยด์ ด้วยวิธีรุนแรงทำให้ผู้ถูกจับตายต่อหน้าต่อตา คนผิวดำในรัฐนี้จึงออกมาชุมนุมประท้วง ต่อมากลายเป็นการจลาจล ปล้นร้านค้า เผารถยนต์ อาคารบ้านเรือน ผู้ว่าการรัฐมินเนโซต้าประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านตั้งแต่สองทุ่มถึงหกโมงเช้า ปรับคนฝ่าฝืน 1 พันดอลลาร์ (3 หมื่นบาท) หรือจำคุก 90 วัน ประธานาธิบดีสั่งยิงคนที่ปล้นสะดมร้านค้าทันที ตำรวจจับกุมคนที่ออกมาประท้วงไปหลายสิบคน รวมทั้งผู้สื่อข่าว CNN ด้วย

คนอเมริกันไม่เฉพาะคนผิวดำ แต่รวมคนผิวขาวด้วย ในมลรัฐต่างๆ ได้ออกมาชุมนุมหนุนชาวเมืองมินนิอาโซต้า เพราะมองเห็นปัญหาการเหยียดผิวในสหรัฐมานานแล้ว มีคนผิวดำถูกจับ บาดเจ็บและตายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แม้แต่ตำรวจด้วยกันที่เมืองหนึ่งก็เห็นใจคนผิวดำด้วยการคุกเข่าขอโทษต่อฝูงชนที่ฮือเข้ามา ทำให้สถานการณ์ตรงนี้แทนที่จะแรงกลับอ่อนลง

การประท้วงในสหรัฐครั้งนี้ถูกโยงไปยังการชุมนุมที่ฮ่องกงจนได้ จีนถือโอกาสย้อนกลับอเมริกาอย่างเจ็บแสบ เพราะก่อนหน้านี้ช่วงที่คนฮ่องกงกำลังประท้วงอย่างรุนแรง นางแนนซี่ เปโรซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เคยวิจารณ์การชุมนุมประท้วงที่อ่องกงว่าเป็น “ความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย” ครั้งนี้ จีนสอนกลับว่า “ที่แนนซี่เคยพูดถึงการประท้วงที่อ่องกงว่าเป็นความสวยงาม นั้น วันนี้ การประท้วงที่เมืองมินนิอาโซต้าเป็นความสวยงามที่คนอเมริกันไม่ต้องมองไกลไปถึงฮ่องกง แค่มองผ่านหน้าต่างบ้านตัวเองก็เห็นความสวยงามนี้ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วสหรัฐ

เป็นการ “เชือด” กันแบบนิ่ม ๆ แต่เจ็บลึกเข้าไปในหัวใจทีเดียว

ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศว่า“การชุมนุมประท้วงนั้น เป็นสิทธิเสรีภาพที่คนอเมริกายึดถือตลอดมา การที่รัฐ (ฮ่องกงและจีน) ใช้กำลัง( ปราบปรามผุ้ชุมนุม) จึงขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน รัฐบาลอเมริกันยอมรับไม่ได้”

เพราะฉะนั้น การที่คนอเมริกันในสิทธิเสรีภาพของเขาคัดค้านการกระทำของรุนแรงของตำรวจ ทรัมป์จึงไม่มีสิทธิที่จะใช้กองกำลังเข้ายุติการใช้สิทธิเสรีภาพของคนอเมริกันทั่วประเทศ หรือต้องปล่อยให้การจลาจลขยายตัวไปในระดับไหน จึงจะใช้กำลังเจ้าปราบปรามได้

ถ้าจีนหนุนม็อบในอเมริกา เหมือนกับที่อเมริกาหนุนม็อบในฮ่องกง ทรัมป์และนางแนนซี่จะโอเคไหม? (ซึ่งจีนคงไม่ทำ)

บางคนพูดเล่น ๆ ว่า หลังจากปัญหาความรุนแรงในสหรัฐยุติลง ทรัมป์และแนนซี่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากจีนในข้อหา “ปล่อยให้การชุมนุมประท้วงในอ่องกงแพร่ระบาดมาถึงอเมริกา” ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้จีนจ่ายค่าชดเชยในปล่อยให้ไข้หวัดโควิดในจีนระบาดมาถึงอเมริกา เลยโดนจีนตอกกลับว่า ทีอเมริกาเป็นต้นตอของโรคระบาดรุนแรงในโลกหลายครั้ง จีนยังไม่เคยเรียกร้องให้อเมริกาจ่ายเงินชดเชยเลย แต่ทรัมป์กลับมาเรียกร้องเงินชดเชยจากจีนในกรณีนี้ บ้าหรือเปล่า? ( คำหลัง ผู้เขียนใส่ไปเอง)

แม้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นคนละฟากฝั่งมหาสมุทร แต่ “สงครามข่าวสาร”ระหว่างสหรัฐและจีนยังดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด

บางคนยังมีอารมณ์ขัน โดยเอาภาพตำรวจผิวขาวอเมริกันใช้เข่ากดคอจอร์จ ฟลอยด์ โดยตัดต่อเอาหน้าของประธานาธิบดีสีจิ้นผิวของจีนมาแทนหน้าตำรวจ และตัดต่อภาพหน้าของทรัมป์มาใส่หน้าของฟลอยด์ พร้อมกับแต่งหน้าทรัมป์ให้ดูเหยเก เหมือนฟลอยด์ที่จะขาดใจตาย บนความเครียด บางคนยังมีอารมณ์ขันเหมือนกัน

การชุมนุมครั้งนี้ มีคำถามว่า “การใช้สิทธิเสรีภาพ และการบังคับใช้กฎหมาย จุดแบ่งอยู่ที่ตรงไหน?” หรือเป็นไปตามที่ ทรัมป์ประกาศขู่ไว้ว่า หากผู้ชุมนุมเผาหรือปล้นร้านค้าเมื่อไร ให้ตำรวจยิงได้ทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาขณะนี้ ฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุโรปเห็นพ้องกันว่า เป็น “การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง” โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างผิวในสหรัฐ แต่คนพูดในเรื่องนี้น้อยมาก แม้แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ หรือกลุ่มสิทธิมนุษยชนฝรั่งไม่ว่าจะเป็น “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์ค หรือ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยุ่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ องค์กรหลังสงวนท่าทีหลายวันก่อนที่จะกระมิดกระเมี้ยนออกแถลงการณ์สั้น ๆ ตำหนิทางการสหรัฐ

โควิด 149 นำความซวยมาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะก่อนหน้านี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างดีมาก ตลาดหุ้นดี ตัวเลขคนมีงานทำสูงขึ้น ฯลฯ จนทำให้เชื่อกันว่า ทรัมป์มีโอกาสที่จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยสองในปลายปี 2563 นี้ แต่พอเกิดโควิด 19 ทั้งที่ทรัมป์รู้ล่วงหน้าก่อนตั้งแต่ปลายปี 2562 แล้ว แต่การบริหารจัดการปัญหาโควิด 19 ของทรัมป์ทำให้สหรัฐเป็นประเทศที่มีคนอเมริกันติดเชื้อมากที่สุดในโลก และมีคนอเมริกันตายเพราะโรคร้ายนี้อันดับ 3 ของโลก ทั้งที่รู้ตัวล่วงหน้ามาตั้งแต่ปลายปี 2562 การที่ทรัมป์ไม่ยอมล็อคดาวน์ประเทศ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัว คนตกงาน ทรัมป์มองเรื่องผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสำคัญ

ทรัมป์ให้ความสำคัญกับ “ชีวิตของคนอเมริกัน“ น้อยกว่าการเมือง ในที่สุด คนอเมริกันตายมากมาย และทรัมป์อาจไม่ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองก็ได้ หากพรรคดีโมแครตเสนอคู่แข่งดี ๆ

กลับมาที่ประเทศไทย ก่อนหน้านี้ไม่นาน เอกอัคราชทูตสหรัฐ เพิ่งมาถามรัฐบาลไทยว่า คนไทยตายน้อยจากไข้หวัดโควิด 19 แต่ทำไมรัฐบาลไม่เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและเลิกเคอร์ฟิว นัยหนึ่ง เขาต้องการจะสื่อว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวนั้นละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ได้ชี้แจงให้ทราบแล้ว ส่วนชี้แจงแล้วเขาจะเข้าใจหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา

ประเทศไทยตอนนี้ลดเวลาเคอร์ฟิวแค่5 ทุ่มถึงตีสาม แต่ที่รัฐมินนิโซต้าในอเมริกา ประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงหกโมงเช้าของวันใหม่

เมื่อท่านทูตถามเราได้ มีคนไทยบางคนอยากถามทูตอเมริกันเหมือนกันว่า คนอเมริกันติดเชื้อไข้หวัดโควิด 19 มากที่สุดในโลก คนอเมริกันตายเพราะไข้หวัดนี้ในลำดับต้น ๆ ของโลก ทำไมคนอเมริกันไม่ไล่ประธานาธิบดีออกไป ลัทธิประชาธิปไตยในอเมริกาสร้างผู้นำ และ คุณภาพประชาชน ได้แค่นี้เองหรือ?

ถ้าทูตไทยประจำสหรัฐขอไปนั่งที่สถานีตำรวจเพื่อเป็นสักขีพยานว่า ตำรวจอเมริกันจะไม่มี่การกลั่นแกล้งผู้ถูกจับกุม จะได้ไหม เหมือนกับที่ทูตอเมริกันนำทูตฝรั่งตาน้ำข้าวมาร่วมฟังการสอบสวนของตำรวจไทยที่สถานีตำรวจปทุมวัน (เราเขียนไปอย่างนั้นเอง เพราะทูตไทยคงไม่ทำ)รัฐบาลไทยคงไม่เรียกทูตอเมริกันมาพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วง เพราะเราถือว่าเป็นกิจการภายในของเขา ปล่อยให้จีนเล่นกันเองกับอเมริกาดีกว่าเพราะน้ำหนักตัวใกล้เคียงกัน

คนไทยคงไม่ไปประท้วงที่หน้าสถานทูตที่ กทม.และสถานกงสุลอเมริกันในต่างจังหวัดกล่าวหาว่ารัฐบาลสหรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่คนไทยมีมรรยาท ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาคเอกชน เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลในไทยและนักสิทธิมนุษยชนไทยจะเคลื่อนไหวเอง

เวลานี้ เรารอนักสิทธิมนุษยชนไทย และองค์กรสิทธิมนุษยชนฝรั่งประจำประเทศไทย ที่มีคนไทยเป็นลูกจ้างว่าเมื่อไรจะยื่นหนังสือประท้วงต่อท่านทูตอเมริกัน หรือมีแถลงการณ์ออกมา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐขณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและโจ่งแจ้ง แม้ตำรวจมีอำนาจในการจับกุม แต่ไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงจนทำให้ผู้ถูกจับเสียชีวิตอย่างทรมานขณะจับกุม ตามที่มีภาพวิดิโอเผยแพร่ไปทั่วโลก

แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีนักสิทธิมนุษยชนไทย และคนไทยที่รับจ้างฝรั่งมาด่ารัฐบาลไทย หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เช่น ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ (ประเทศไทย) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ หรือ “นายเงิน” ยังไม่สั่งให้ทำ

ประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด ประชาชนซึ่งประกอบด้วยคนทุกเชื้อชาติ ศาสนา ผิวสี มีสิทธิเสรีภาพมากที่สุด เช่นสหรัฐอเมริกา จะมีปัญหาเรื่องคนผิวสีรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สังคมมีการเหยียดผิวกันตลอดมา คนอเมริกันมี “เสรีภาพ”มาก แต่ขาด “ภราดรภาพ ” หรือความเป็นพี่น้องกันระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ ซึ่งขัดต่ออุดมการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสว่าด้วยเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ( พวกคลั่งปฏิวัติฝรั่งเศส น่าจะออกมาแสดงท่าทีบ้าง )

ในอเมริกา มีคนผิวดำ หรือ “คนอเมริกัน-แอฟริกา” อยู่จำนวนมาก แม้ในรัฐธรรมนูญระบุให้อเมริกันชนทุกคนมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง การเหยียดผิวในอเมริกาเป็นที่รับรู้กันทั่วไปและคงไม่หายไปจากสังคมอเมริกัน ประธานาธิบดีมูกาเบแห่งซิบบับเว เคยกล่าวว่า “ การเหยียดผิว (ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ) จะไม่หมดไปตราบเทาที่รถยนต์ยังใช้ล้อยางสีดำ

ตราบใดที่คนยังใช้สีดำเป็นสีแห่งความโชคร้าย และใช้สีชาวเป็นสีแห่งสันติภาพ ตราบใดที่คนยังแต่งชุดสีขาวในงานแต่งงาน และใส่ชุดดำในงานศพ ตราบใดที่คนติดหนี้ถูกขึ้นบัญชี “แบล็คลิสต์” ตราบใดคนเล่นบิลเลียด (รัสเซียนพูล) ตบลูกดำลงหลุ่มเป็นลูกสุดท้าย และเหลือลูกขาวไว้ “ เป็นผู้ชนะ” ประธานาธิบดีมูกาเบ ตบท้ายอย่างเจ็บแสบว่า“แต่ผมไมแคร์ ตราบเท่าที่ผมยังใช้กระดาษชำระสีขาวเช็ดก้นผม“

เปรียบเทียบจนเห็นภาพชัดเจน แต่ค่อนข้างสะอิดสะเอียนในตอนท้าย

ทรัมป์เจอหมัดจากโควิด 19 จนเซไปเซมา พอมาเจอคดี จอร์จ ฟลอยด์เข้า เขาเดินขาเป๋แทบเข้ามุมไม่ถูก ผิดกับนายกรัฐมนตรีไทยที่โควิด 19 มาช่วยทำให้ภาพลักษณ์และเสถียรภาพทางการเมืองของรํฐบาลมั่นคงขึ้นเยอะทีเดียว