posttoday

อาจไม่เหลือรัฐบาลให้ตั้งคณะรัฐมนตรีได้อีก (2)

16 พฤษภาคม 2563

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

***************************

รัฐบาลพลเรือนเคยถูก “ล็อคดาวน์” โดยกองทัพมาแล้วหลายครั้ง

ครั้งที่ผู้เขียนกำลังเล่าอยู่ก็คือในสมัยของรัฐบาลท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ตัวท่านเป็นผู้เล่าให้ฟังด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงตอนที่ทหารได้เข้ามา “ยุแยงตะแคงรั่ว” ในรัฐบาล โดยอาศัยความไม่พอใจของ ส.ส.หลายๆ กลุ่ม ทั้งในฝ่ายค้านที่จ้องจะเข้ามาเสียบเป็นรัฐบาลแทนตลอดเวลา กับในฝ่ายรัฐบาลเองที่ผิดหวังจากการไม่ได้มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ถึงขั้นที่มีการรวมขั้วกันเคลื่อนไหวที่จะโค่นล้มรัฐบาล

ในช่วงเวลานั้นได้มีการปล่อยข่าวอยู่ตลอดเวลาว่าอาจจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น โดยจะอาศัยความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองอันเกิดจากการเดินขบวนประท้วงของประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ผู้ปล่อยข่าวเชื่อมโยงด้วยว่าเป็นการปลุกปั่นยุยงจากกลุ่มนิสิตนักศึกษา แล้วอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถที่จะบริหารบ้านเมืองให้สงบสุขต่อไปได้ ครั้งหนึ่งนายกรัฐมนตรีคือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศหลายวัน พอท่านเดินทางไปแล้วผู้นำทหารก็ประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งก็คือสัญญาณของการทำรัฐประหาร ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องรีบบินกลับ

โชคดีที่การรัฐประหารยังไม่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวได้ไปรุมล้อมสัมภาษณ์ท่านทันทีที่มาถึงห้องรับรองที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยถามท่านทันทีว่า “รู้หรือไม่ทหารประกาศกฎอัยการศึกแล้ว” นายกฯคึกฤทธิ์ยิ้มๆ ก่อนที่จะตอบว่า “รู้สิ ผมเองแหละเป็นคนให้ประกาศ ก็นายกฯไม่อยู่ในประเทศแล้วก็ต้องล้อมรั้วให้แข็งแรงหน่อย เดี๋ยวใครจะยึดอำนาจไป” นั่นก็คือการ “ตัดไม้ข่มนาม” ด้วยปฏิภาณไหวพริบของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ถือโอกาสนั้น “เกทับ” ทหารเสียเลย ด้วยเหตุนี้ในวันรุ่งขึ้นทหารก็ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก เพราะนายกรัฐมนตรีได้รู้เท่าทันเสียแล้ว

ก่อนปีใหม่ 2519  เรื่องการที่ทหารจะยึดอำนาจทำการล้มรัฐบาลได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความเคลื่อนไหวที่ให้ ส.ส.ร่วมลงชื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในขณะที่ทหารก็มีการเตรียมพร้อมร่วมกับการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จากนอกเมืองมาในเมือง และในวันก่อนสิ้นปีใหม่ผู้นำทหารได้จัดงานสังสรรค์ก็มีนักการเมืองไปร่วมด้วยจำนวนมากเป็นที่ผิดสังเกต เพราะนั่นแสดงว่านักการเมืองกับทหารกำลังแสดงพลังของความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเพื่อท้าทายรัฐบาลนั่นเอง

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ปรารภเรื่องนี้ขึ้นที่โต๊ะอาหารใต้ถุนบ้านสวนพลูในเย็นวันหนึ่งแล้วบอกว่าคงจะต้อง “จัดการ” อะไรสักอย่างเสียแล้ว นั่นก็คือการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่12 มกราคม 2519 โดยให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 4 เมษายน 2519 เพื่อเป็นการ “ดัดหลัง” กลุ่มที่กำลังคิดคดทรยศต่อรัฐบาลนั่นเอง ซึ่งการประกาศยุบสภาในครั้งนั้นได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับนักการเมืองจำนวนมาก

ทั้งที่เป็นกลุ่มตรงข้ามและกลุ่มเดียวกันกับรัฐบาล เพราะการเลือกตั้งเป็นการลงทุนที่มี “ความเสี่ยง” สูงมาก ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้พูดกับคนใกล้ชิดว่า เป็นการตัดสินใจที่ท่านเองก็เสียใจมาก เหมือนว่า “ฆ่าลูกในไส้” ทำให้ท่านต้องเสียเพื่อนไปหลายคน และมีคนเกลียดแค้นท่านมากมาย

วิบากกรรมของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น แต่ยังส่งผลต่อชีวิตการเมืองของท่านในการเลือกตั้งใหม่ 4 เมษายน 2519 นั้นด้วย โดยท่านได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตดุสิตเหมือนเดิม ด้วยตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขตนี้เป็นที่ทราบกันว่าเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารหลายหน่วย มีทหารที่มีสิทธิเลือกตั้งหลายหมื่นคน โดยคู่แข่งของท่านก็คือนายสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองดาวรุ่งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและ “คู่อริ” กับรัฐบาลมาก่อนหน้านี้

แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตจะชอบโจมตีทหาร แต่ภายหลังที่พรรคกิจสังคมได้แย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคประชาธิปัตย์หลังการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2518  พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลมาโดยตลอด กอร์ปกับในช่วงก่อนยุบสภาก็มีข่าวว่าได้ “สมคบคิด” กับผู้นำทหารในการโค่นล้มรัฐบาลนั้นด้วย ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทหารจึงให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการถล่มท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ให้ย่อยยับ ซึ่งผลการเลือกตั้งก็เป็นไปไปตามนั้น

หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เกิดการปีนเกลียวกันระหว่างทหารกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุที่มีการทวงบุญคุณกันและกันจนนำ ในพรรคประชาธิปัตย์เองก็แบ่งกันเป็นหลายขั้ว หัวหน้าพรรคมีสภาพเป็น “ฤาษีเลี้ยงลิง” มีการขัดแข้งขัดขัดและเลื่อยขาเก้าอี้กัน

ในขณะที่บ้านเมืองก็วุ่นวายด้วยการเดินขบวนประท้วงต่างๆ กระทั่งมีการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทหารได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อว่าผู้ชุมนุมเป็นต่างด้าวและคอมมิวนิสต์ จนเมื่อนักศึกษาเล่นละครล้อเลียนก็ถูกหาว่าหมิ่นรัชทายาท สุดท้ายทหารได้ออกมาทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 6ตุลาคม 2519 อันแสดงถึงความอ่อนแอของระบบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างที่หลายๆ คนบอกว่ามีรัฐบาลก็เหมือนไม่มีรัฐบาล เพราะมี “คนอื่น” ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลนั้นปกครองประเทศอยู่

การเมืองไทยในขณะนี้ก็อยู่ในสภาพ “มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มีรัฐบาล” เพราะรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่ได้มีอำนาจจริงๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีข่าวว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลังวิกฤติโควิด ก็ทำให้ผู้เขียน "ไม่เชื่อ” ว่าจะมีขึ้นจริงๆ เพราะถ้าสภาพการณ์การเมืองไทยยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของบางองค์กรอยู่เช่นนี้ และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งยังทำตัวเละเทะกันอยู่แบบนี้เดี๋ยว ที่สุดอาจไม่เหลือรัฐบาลให้ตั้งคณะรัฐมนตรีได้อีก

มีแค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวกับกองทัพอีกนิดหน่อยก็พอจะลากถูกันไปได้

*******************************

ข่าวล่าสุด

กองทัพเรือ แจง ปมวางตู้คอนเทนเนอร์ชายแดน ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง