ความจริงไฟใต้นอกเวที

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 18:02 น.

ความจริงไฟใต้นอกเวที

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

***************************************************

เมื่อใดก็ตามที่พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรครวมกัน หรือ แยกกันไปจัดเวทีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักจะบิดเบือนข้อมูลหลายประการเพื่อโจมตีว่ารัฐบาล คสช. และรัฐบาลเลือกตั้ง ประยุทธ์ ล้มเหลวในการบริหารชายแดนภาคใต้ มีการบิดเบือนข้อมูล ให้ข้อมูลผิดๆ หรือเลือกที่จะพูดเฉพาะข้อมูลที่ทำให้รัฐบาลเสียหายเท่านั้นเพื่อหวังผลทางการเมือง สุดท้าย ก็นำไปสู่ข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองพรรคนี้คือ

1. ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ใช้การสมัครแทน (หาเสียงก่อนเลือกตั้ง) 2. ให้ทหารออกไปจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. ตัดลดงบประมาณทหารโดยรวม และงบแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ และ 4 .ในทางการเมือง ให้จังหวัดภาคใต้ตั้ง “เขตปกครองตนเอง” (Autonomy) และ/หรือ ให้ มี “อำนาจในการกำหนดชะตาตนเอง” (Self-Determination) อย่างที่นักศึกษาร่วมกลุ่ม “เปอร์มัส” เรียกร้อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ เพื่อการแทรกแซงจากต่างประเทศ

ครั้งหนึ่ง เคยมีบางคนคิดไปไกลถึงกับจะแยกจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามไปเป็นรัฐหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย และหวังลึกๆ ว่า ตระกูลเก่าแก่ของตนจะได้เป็นสุลต่านแห่งรัฐปัตตานี ที่วันหนึ่งจะถึงคิวขึ้นไปเป็นยังดิเปอร์ตวนอากง หรือประมุขของสหพันธรัฐมาเลเซียที่ใช้วิธีหมุนเวียนกันไป นับว่าเป็นการเพ้อฝันแบบสติแตกที่ไม่เคยติดตามความเป็นไปของโลกบ้างเลย

การจัดเวทีสัมมนาโดยอ้างเหตุผลการหาเสียงสนับสนุนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ปัตตานีนั้น เข้าใจว่าที่เลือกจังหวัดนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจังหวัดนี้มีคนออกเสียงประชามติคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมากประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ชื่อ “ปัตตานี” เหมือนกับสัญลักษณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ตั้งของ มอ.ปัตตานี ที่มีกลุ่ม “เปอร์มัส” ที่มีแนวคิดและเรียกร้อง “กำหนดชะตาตนเอง” ที่สหประชาชาติเคยนำมาใช้กับประเทศอาณานิคมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เคลื่อนไหวอยู่ พรรคที่ไปจัดสัมมนาอาจหวังคะแนนสนับสนุนจากนักศึกษาและคนหนุ่มสาวเป็นสำคัญ

ความรุนแรงที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมาถึงปัจจุบันรวม 15 ปี มีประชาชนพลเรือนที่บริสุทธิ์ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ใช้วิธีการก่อการร้ายอย่างทารุณโหดร้ายผิดมนุษย์ไปอย่างมากมายชนิดที่ไม่มีใครคิดวาคนไทยด้วยกันจะทำอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างนี้ เหยื่อเป็นคนทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ ทั้งชายหญิง คนแก่ เด็ก ทุกอาชีพ เป็นผู้บริสุทธิ์ทีทำมาหากินโดยสุจริต ที่ไม่มีทางสู้รบปรบมือกับคนเหล่านี้ รวมทั้งคุณครูชายหญิงเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน พยาบาลที่ดูแลคนป่วยรวมทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้องของผู้ก่อการร้าย แม้แต่ตัวผู้ก่อการร้ายเองที่ได้รับบาดเจ็บ

ส่วนเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน อาสาสมัคร ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน คุ้มครองครูนักเรียนไปกลับโรงเรียน ประชาชนที่ไปซื้อของกินของใช้ในชีวิตประจำถูกยิงตาย คนขายของ ซื้อของในตลาดสดถูกระเบิดเสียชีวิตและบาดเจ็บไปอีกหลายพันคน

ตามมาด้วยจำนวนหญิงหม้ายที่สามีตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย บุตรชายหญิงกำพร้าเพราะพ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตจากการสังหารของผู้ก่อการร้าย แม้แต่พระ โต๊ะอิหม่ามยังถูกฆ่าตายระหว่างบิณฑบาตรและละหมาด (สถิติรายละเอียดไปหาดูตัวเลขได้จากข้อมูลของฝ่ายทหาร ตำรวจ พลเรือน โดยเฉพาะของ “ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในรอบ 15 ปี นับได้ว่าศูนย์นี้ตั้งรวบรวมสถิติมาตั้งแต่แรก แต่ถ้าจะให้ดี ขอให้ดูข้อมูลของฝ่ายตำรวจด้วยเพราะได้หักคดีที่เกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมออกทั้งหมด เหลือเฉพาะคดีความมั่นคงเท่านั้น ทำให้ได้ข้อมูลถูกต้องมากกว่า ซึ่งระยะหลัง ศูนย์ข้อมูลอื่นก็ปรับตามตำรวจแล้ว)

เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครทหาร พลเรือน ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยและชีวิตของประชาชนที่บริสุทธิ์ได้ การที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้ส่งทหารนอกพื้นกลับนั้น เจตนาคนพวกนี้คืออะไร เพราะกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เอาไม่อยู่แน่ (ซ้ำยังเป็นผู้เสนอแนะให้ยุบ ศอ.บต. และย้าย ผบ.พัน นย. มือดีออกนอกพื้นที่ อีกทั้งมีเรื่องราวพิสดารที่ทำให้คนเป็นๆ หายตัวไปได้แบบนักมายากลอีกด้วย) จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็เอาไม่อยู่ กองทัพภาคที่ 4 ก็รับมือไม่ไหว นี่เป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ” อย่างแท้จริงและเร่งด่วน เชื่อว่าคนไทยรู้ดีว่าคนเสนอมีเจตนาบริสุทธิ์ต่อบ้านเมืองหรือไม่อย่างไร

การเสนอให้ลดงบประมาณด้านทหารนั้น ต้องเข้าใจว่า ทหารมีหน้าที่ในการป้องกันประเทศและต้องพร้อมรบอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่ากองทัพไทยจะต้องมีกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ใหญ่โตแบบชาติมหาอำนาจอื่นแบบเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง แต่กองทัพจะทบทวนระดับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคตทุกปี และจำกัดเฉพาะภัยคุกคามจากประเทศเพื่อบ้านเท่านั้น ไทยไม่คิดจะไปสู้รบกับประเทศมหาอำนาจแต่อย่างใด

แต่กองทัพต้องเตรียมพร้อมเผชิญภัยคุกคามจากเพื่อบ้านได้ทันที และเตรียมพร้อมตามเหตุผลและความจำเป็นเท่านั้น(รายละเอียดงบประมาณด้านการทหารในการตอบโต้ภัยคุกคามและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตั้ง สามารถตรวจสอบได้จากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่ปี 2547-2563 ซึ่งบางปีเพิ่มขึ้น บางปีลง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงและผลการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงของกำลังพลที่ใช้ในภารกิจของการดับไฟใต้ ในปี 2562 กองทัพใช้กำลังพลทั้งสิ้น 24,004 นาย ตำรวจ 9,809 นาย พลเรือน อส. 5,652 นาย นอกจากนั้นยังมีกองกำลังภาคประชาชนที่ผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานความมั่นคงอีก 95,974 คน (ชรบ. อรบ. อรม. ทสปช. และชุดคุ้มครองตำบลรวม 64 ตำบล) รวมกำลังพลทุกฝ่าย 135,439 นาย ตัวเลขขึ้นลงแตกต่างกันไปตามเหตุผลและความจำเป็น

หากเห็นว่างบตรงไหนเกินความจำเป็น ก็สอบถามได้ในการพิจารณางบประมาณ หากเกรงว่าจะมีการใช้งบอย่างไม่สุจริต เบียดบังเอาเข้ากระเป๋าตนเองและพวก หรือซื้ออาวุธกระสุนในราคาที่สูงเกินมาตรฐาน ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนก็ไม่ต้องการให้ทหารทุจริตเงินงบประมาณในการซื้ออาวุธ ฯลฯ หรือมี “เงินทอน” ยิ่งสมัยนี้ การตรวจสอบทำได้ง่ายทั้งในและนอกสภา อีกทั้งเครื่องมือในการตรวจสอบพัฒนาก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด

ไม่ใช่ตัดลดงบทหารโดยอ้างว่า เพื่อไม่ให้ทหารปฏิวัติ หรือ เพราะไม่ชอบขี้หน้าทหารหรือมองไปว่า ทหารเป็นพลังสำคัญในการค้ำจุนสถาบันพระมหากษัตริย์  ไม่น่าแปลกใจเมื่อพรรคฝ่ายค้านทั้งเจ็ดที่ไปจัดเวทีสัมมนาเมื่อ 28 กันยายน 2562 ที่ผ่านมานอกเหนือจากเป็นจังหวัดที่คัดค้านการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 มากเป็นอันดับต้นๆ แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาการเมืองและอธิปไตยของประเทศในภาคใต้ด้วย

นักวิชาการหญิงคนหนึ่งบนเวทีสัมมนา ยังเสนอแนวคิดในภาษาวิชาการถึงความเป็นไปได้ที่ว่า ประเทศไทยอาจมีหลายอาณาจักรอยู่ด้วยกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องการรัฐเดี่ยว หรือมีอาณาจักรเดียว ซึ่งเป็นการเล่นคำ ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไรก็คนฟังก็เข้าใจตรงกันว่า สามารถแก้ไขมาตรา 1 ได้นั่นเอง แต่เธอลืมไปว่า มีสองคำในประโยคเดียวกัน คือ “ราช” กับ “อาณาจักร” เท่ากับเป็นการสะท้อนความคิดของผู้พูด เมื่อนักการเมืองอื่นที่นั่งอยู่ด้วยไม่ค้านหรือแสดงความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็เท่ากับเห็นด้วย

ในรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยทุกฉบับตั้งแต่ปี 2475 มาตรา 1 และ 2 ไม่เคยเปลี่ยนเลย เพราะโดยหลักการของรัฐธรรมนูญทุกประเทศ เขาจะกำหนด “รูปแบบของรัฐ” และ “รูปแบบการปกครอง” ไว้ชัดเจน ผู้ใดอยากรู้ว่าประเทศไหนปกครองอย่างไรจะอ่านมาตราต้นๆ ของรัฐธรรมนูญประเทศนั้นก่อน แล้วจะเข้าใจว่าประเทศนั้นมีรูปแบบของรัฐอย่างไร รูปแบบการปกครองอย่างใด แนวคิดของนักวิชาการที่เสนอนี้ เมื่อได้เสวนาในเวทีปัตตานี คงไม่ได้หมายถึง “รัฐไทยเหนือ” หรือ “รัฐไทยอีสาน” เหมือนกับที่ที่คนไทยกลุ่มนิยมคนพลัดบ้านพลัดเมืองเคยเสนอช่วงปี 2553-56 แต่ครั้งนี้ คนพูด “ปากพาจน” ที่แก้ตัวอย่างไรก็แก้ตัวไม่ขึ้น กำลังสู้กับคนไทย 68 ล้านคน

ก่อนหน้านี้เคยมีนักการเมืองด่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า “เฮงซวยทั้งฉบับ” โดยลืมนึกถึงมาตรา 1 ที่ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้” โดยลืมมาตรา 2 ที่ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” รายนี้รู้สึกว่าจะหนักกว่าเพื่อนเพราะทุกคำพูดถูกบันทึกไว้แล้ว จะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่หลุด

สรุปแล้ว คนสองคนนี้จะเอายังไงกันแน่ ช่วยบอกกันให้ชัดๆ ไปเลย อย่าทำเป็น “อีแอบ” เพราะคนไทยจำได้แม่น

ข่าวอื่นๆ