
ไมโครไฟแนนซ์ แบงก์เมินชาวบ้านเก้อ
ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดให้บริการสินเชื่อกับกลุ่มคนในระดับรากหญ้า
ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดให้บริการสินเชื่อกับกลุ่มคนในระดับรากหญ้า
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดให้บริการสินเชื่อกับกลุ่มคนในระดับรากหญ้า หรือไมโครไฟแนนซ์ โดยให้เริ่มดีเดย์เปิดบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป
นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 โดยให้ธนาคารพาณิชย์หันมาให้ความสนใจการปล่อยสินเชื่อให้กับชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีรายได้ประจำที่แน่นอน ได้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้มากขึ้น
จากตัวเลขพบว่ามีประชาชนถึง 7-10 ล้านคน หรือ 10% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อใดๆ เลยของสถาบันการเงิน การมีช่องทางไมโครไฟแนนซ์ จึงเป็นการต่อลมหายใจกับชาวบ้าน ไม่ต้องไปพึ่งเงินนอกระบบที่ดอกเบี้ยโหด 10-20% ต่อเดือน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลหาทางแก้ไขมาตลอด
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่นั่นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การทำให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินที่มีต้นทุนถูก และได้รับความสะดวกสบาย
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ที่ ธปท.ประกาศออกมาก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงไม่มีแรงจูงใจให้ชาวบ้านสนใจกู้อีกด้วย
โดยหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่ ธปท.ประกาศออกมาว่า ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ให้กับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำของผู้ขอสินเชื่อ จะมีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกันก็ได้ และให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 28% ต่อปี
นอกจากนี้ ธปท.ยังกำหนดว่า ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งข้อมูลที่จำเป็นต่อลูกหนี้ มีกระบวนการดูแลคำร้องเรียนอย่างเป็นระบบ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินกองทุน และรายงานข้อมูลให้กับ ธปท. รับทราบทุก 2 ไตรมาส
เมื่อดูจากเงื่อนไขที่ ธปท.ประกาศออกมา ไม่น่าจะกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์หันมาปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์อย่างจริงใจ เพราะในทางธุรกิจถือว่ามีความเสี่ยงหนี้เสียสูง เพราะการปล่อยกู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน หากเกิดหนี้เสียธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองเป็นต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นทันที
ซึ่งการเป็นหนี้เสียและการสำรองเพิ่ม เป็นเรื่องที่ธนาคารหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด เพราะเป็นต้นทุนของธนาคารทั้งขึ้นทั้งล่อง
นอกจากนี้ การปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ ธนาคารพาณิชย์ต้องแยกฝ่ายออกมาต่างหากจากการดำเนินการตามปกติ ส่งผลให้ธนาคารต้องใช้กำลังคนเพิ่ม ลงทุนระบบใหม่ที่ดี ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องลงทุนเพิ่มจำนวนมาก หากต้องการทำให้เกิดผลออกมาดีมีคุณภาพ ทำให้เป็นข้อจำกัดให้หลายธนาคารอาจถอดใจไม่เปิดให้บริการ เพราะลำพังที่ผ่านมาแค่ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอียังมีปัญหาแก้ไม่ตกจนถึงทุกวันนี้
จะว่าไปแล้วถึงความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์จะเป็นจำนวนไม่มาก เพราะปล่อยกู้รายละหลักหมื่น แต่ธนาคารพาณิชย์ก็คงไม่อยากเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงให้เสียหาย ว่าทำแล้วล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ เป็นตราบาปติดตัวไปนานแสนนาน
ในส่วนของชาวบ้านที่จะกู้ ต้องบอกว่าเงื่อนไขที่ออกมาไม่น่าสนใจมากๆ เพราะการกู้ต้องเสียดอกเบี้ยถึง 28% ต่อปี ต้องบอกว่าเป็นดอกเบี้ยที่ไม่ถูกเอาเสียเลย เมื่อรวมกับความยุ่งยากกับการขอสินเชื่อ น่าจะส่งผลให้ชาวบ้านทนใช้เงินกู้นอกระบบต่อไป เพราะง่ายและเร็ว
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยกู้ไมโครไฟแนนซ์กับดอกเบี้ยของธนาคารประชาชนที่คิด 1 บาทต่อเดือน หรือ 12% ต่อปี รวมถึงหากเป็นลูกค้ามีวินัยได้ลดดอกเบี้ย ทำให้ชาวบ้านน่าจะสนใจกู้เงินจากธนาคารประชาชนมากกว่ากู้ไมโครไฟแนนซ์จากธนาคารพาณิชย์
เมื่อทั้งสองปัจจัยมารวมกัน ธนาคารพาณิชย์ทำแล้วไม่คุ้ม ขณะที่ชาวบ้านกู้ไม่ได้ดอกถูกจริงๆ ทำให้ไมโครไฟแนนซ์ของธนาคารพาณิชย์จะเติบใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่ ธปท.วาดหวังไว้
แม้ว่าในส่วนของธนาคารกรุงไทยจะประกาศเดินหน้าสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ แต่ก็ไม่ได้เป็นการปูพรมทั้งประเทศ เป็นการนำร่องในไม่กี่จังหวัดเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมดาของธนาคารที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ที่ต้องออกมาหนุนลุยปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล เพราะหากธนาคารกรุงไทยไม่ประกาศเดินหน้าปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ เห็นทีธนาคารอื่นก็ไม่มีใครสนมาแข่งปล่อยเพิ่ม ทำให้การปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ล่มตั้งแต่ยังไม่ออกแจว
ขณะที่ธนาคารหลายแห่งออกมาประกาศแล้วเหมือนกันว่า ไม่สนใจที่จะทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ เพราะดีดลูกคิดแล้วได้ไม่คุ้มเสีย
อย่างมีตัวอย่างของบริษัท สินเชื่อไปรษณีย์ไทย ที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์รายละไม่เกิน 1 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 1-2% ต่อเดือน โดยจะนำร่องปล่อยกู้ใน 10 สาขาของไปรษณีย์ทั่วประเทศ แต่ปรากฏว่าจนถึงวันนี้ยังปล่อยไม่ได้ จากกำหนดเดิมที่จะปล่อยให้ได้ภายในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
สาเหตุสำคัญที่ยังกลัวอยู่ คือ หนี้เสียจากการปล่อยอาจจะถึง 10-20% ดังนั้นสินเชื่อไปรษณีย์ที่มีทุนประเดิม 50 ล้านบาท จะเป็นหนี้เสียถึง 10 ล้านบาททันที
ยิ่งการเมืองอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้โครงการนี้ยิ่งสะดุดยาว เพราะไม่มีใครกล้าเดินหน้า กลัวว่าหากทำไปแล้วเกิดความเสียหาย ได้รัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่เจ้าของนโยบาย ผู้บริหารอาจถูกเช็กบิลเอาผิดว่าทำให้รัฐเสียหายได้
การปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์จึงเป็นเรื่องท้าทายกว่าที่คิด แม้ว่าเป็นการปล่อยกู้แต่ละรายจำนวนไม่มาก แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ลงทุนถูกๆ และจะประสบความสำเร็จ ทำให้ใครก็อยากที่จะสนใจวิ่งเข้ามาปล่อยกู้
ที่ผ่านมา กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่นั่งเป็นประธานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พยายามผลักดันให้ ธ.ก.ส. มีบทบาทการปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ที่ชัดเจนอีกหน้าที่หนึ่ง นอกจากการปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกร แต่ก็ไม่เป็นรูปร่างออกมาชัดเจน ทั้งที่ธนาคารอยู่กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง มีพนักงานของธนาคารที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน เพราะปัญหาสำคัญการปล่อยกู้มีความเสี่ยง และระบบของธนาคารยังไม่มีความพร้อม
จากบทเรียนและความพยายามของการปล่อยกู้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ของบริษัท สินเชื่อไปรษณีย์ไทย และ ธ.ก.ส. น่าจะเป็นเงาสะท้อนแนวโน้มการปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ของธนาคารพาณิชย์ที่จะเริ่มทำได้เป็นอย่างดี ว่าจะออกมาแบบธนาคารก็เมิน ชาวบ้านก็ไม่สน







