มรสุม'การเมือง-ศก.'63 จุดตาย'บิ๊กตู่'

วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 18:17 น.
มรสุม'การเมือง-ศก.'63 จุดตาย'บิ๊กตู่'
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

******************

สถานการณ์การเมืองในปี 2563 มีปัจจัยให้ต้องติดตามหลายเรื่อง จากการเผชิญหน้าของฝ่ายค้านกับรัฐบาล โดยเฉพาะคดียุบพรรคอนาคตใหม่ที่มีการชักชวนกองเชียร์ลงสู่ท้องถนนเพราะรู้สึกถูกกลั่นแกล้ง เป็นปัญหาความขัดแย้งที่รัฐบาลและกองทัพในยุคพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ยังไม่ไว้ใจต่อความเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ที่สำคัญ อีเว้นท์ทางการเมืองที่จะเป็นตัวโหมสถานการณ์ร้อนล้วนเริ่มในต้นปี เดือนม.ค.ทั้งนั้น

ไล่เลียงตั้งแต่กิจกรรมทางการเมือง “วิ่งไล่ลุง” ของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่จัดวันที่ 12 ม.ค. ที่ สวนรถไฟ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดแฟลซม็อบ คาดว่ามีผู้เข้าร่วมมากนับหมื่นคน

ต่อมาวันที่ 21 ม.ค. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นคำร้องแรกก่อน ข้อกล่าวหาคือ พรรคอนาคตใหม่ล้มล้างและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนคำร้องที่สอง คดีเงินกู้ 191 ล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ระบุจะตัดสินเมื่อไร แต่ก็เชื่อว่า ไม่ช้าไม่เร็ว ไม่เกินเดือนก.พ.จะรู้ผลได้

ถัดมาปลายเดือน ม.ค. หลังตรุษจีน พรรคฝ่ายค้านจะมีคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เบื้องต้นกำหนดซักฟอก 5 ราย รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านจะชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของรัฐบาลในการแก้ปัญหาปากท้อง เปิดแผลการทุจริต การเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ที่โยงถึงพล.อ.ประยุทธ์ ขัดแย้งกับคำประกาศของ “บิ๊กตู่” เองที่ว่า เป็นรัฐบาลปราบโกง

ความขัดแย้งทางการเมืองจะถูกเร่งเร้าจากคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ที่จะเป็นเงื่อนไขปลุกแฟนคลับให้ไม่พอใจการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ แต่ ธนาธรก็ถูกวิจารณ์ว่า หากปลุกประชาชนลงถนนอาจได้ไม่คุ้มเสีย และเสี่ยงที่ประชาชนจะเสียเลือดเนื้อ บาดเจ็บล้มตาย เหมือนบทเรียนม็อบเสื้อสีที่เกิดขึ้น กระนั้น ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ยังคงยืนยันจะสู้ทั้งในและนอกสภา โดยระบุว่า

“ปี 2563 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้ของประชาชนคนส่วนใหญ่-คนธรรมดา ผู้เป็นเจ้าของประเทศนี้จะเข้าช่วงชิงผู้มีอำนาจและสถาปนาอำนาจนำใหม่ของพวกเรา”

ไม่เฉพาะคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ประเด็นการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาแนวทางการแก้ไขแล้ว ฝ่ายค้านได้เดินสายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศปลุกให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกำหนดกติกาในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สุมอุณหภูมิการเมืองระอุขึ้น

ปี 2563 จึงเป็นปีที่การเมืองในสภาและนอกสภาจะเคลื่อนไหวเข้มข้นเพื่อกดดันทำลายความชอบธรรมรัฐบาลด้วยประเด็น มาด้วยการการสืบทอดอำนาจ ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับรัฐบาลประยุทธ์ ปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่เคยวิตกจะมาคลอนแคลนรัฐนาวาให้อายุสั้น วันนี้อาจจะเบาใจไประดับหนื่ง เพราะได้ 4 ส.ส.งูเห่าของพรรคอนาคตใหม่มาช่วยต่ออายุรัฐบาล หลังจากถูกขับออกจากพรรค

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังเสียไปอีก 1 เสียงให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งซ่อมที่จ.ขอนแก่นปลายเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ชนะพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่า เป็นข้ออ้างให้รัฐบาลนำมาเครมทางจิตวิทยาได้ว่าประชาชนยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายค้านแพ้ การเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม เมื่อหลายเดือนก่อน พรรคอนาคตใหม่แชมป์เก่าก็เก้าอี้หลุดแพ้ไปให้พรรครัฐบาล คือ ชาติไทยพัฒนาเช่นกัน รวมแล้วเสียงรัฐบาลวันนี้หายใจหายคอได้คล่องขึ้นมีเสียงอยู่ที่ 255-260 ต่อ 240 เสียง

แต่ ปัจจัยที่น่าห่วงสุดและเป็นตัวซ้ำเติมให้คะแนนนิยมรัฐบาล คือ การที่รัฐบาลประยุทธ์ เผชิญโจทย์ใหญ่ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ ชนชั้นกลางที่เป็นฐานสนับสนุนลุงตู่ ต่างได้รับผลกระทบถ้วนหน้า โรงงานปิดตัว ข่าวคนฆ่าตัวตายจากปัญหาเศรษฐกิจ หลายบริษัทไม่ขึ้นเงินเดือน โบนัส ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น

หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า ปี 2563 นี้ สถานการณ์ด้านแศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีขึ้น ตรงกันข้ามข้อมูลหลายด้านชี้ถึงภาวะที่ย่ำแย่ การบริโภค กำลังซื้อในประเทศปีนี้ถดถอย ประเทศไทยเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าสหรัฐฯ จีน เงินบาทแข็งค่า

สิ่งที่น่าห่วง หลายบริษัท เตรียมลดกำลังผลิต จะกระทบแรงงาน ข่าวปลดคนงานเริ่มเยอะขึ้น ยังเกิดปัญหาจากการดิสรัปชั่นต่อเนื่องที่จะมากระทบกับคนทำงานอีก

อีกปัญหาที่ซ้ำเติม คือ สถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 มีสัญญาณว่าจะรุนแรงในรอบหลายสิบปี และอาจลากยาวไปถึงเดือน ก.ค. กลางปี ครอบคลุม 22 จังหวัดในภาคกลาง วันนี้น้ำในเขื่อนทั่วประเทศน้อยลงอย่างน่าใจหาย ไม่เพียงพอต่อการเกษตร ที่สำคัญ เกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยเดือดร้อน ไม่มีรายได้จากการทำนาปรังเพราะรัฐบาลขอให้งด เพื่อประหยัดน้ำ ปัจจัยแล้งยังกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้สินค้าหลายชนิดแพงขึ้นตามอีก

หากภาวะเศรษฐกิจปี 2563 ซบเซาขนาดหนักจนถึงขั้นวิกฤต คนรากหญ้า ชนชั้นกลาง จะเกิดความเบื่อหน่ายพล.อ.ประยุทธ์ ภายในรัฐบาลเองก็มีปัญหาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคเป็นรัฐอิสระ ต่างทำ หาเสียงเพื่อพรรคตัวเองเพราะคิดว่ารัฐบาลเองก็อยู่ไม่นาน ที่สุดหากเกิดปัญหาคอรัปชั่นขึ้นเมื่อไร หรือ การทะเลาะขัดแย้งแย่งชิงเก้าอี้จากการปรับครม. ก็ล้วนบั่นทอน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ทรุดหนักขึ้น

****************************

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต