ชิงเก้าอี้สส.เกือบหมื่น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 08:09 น.

ชิงเก้าอี้สส.เกือบหมื่น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดรับสมัคร สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว โดยตามกำหนดการจะปิดรับสมัครในวันที่ 8 ก.พ.

ภาพรวมของบรรยากาศการรับสมัครต้องถือว่ามีความคึกคักไม่น้อย แต่ละพรรคการเมืองต่างงัดไม้เด็ดเพื่อสร้างความสนใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อที่ตัวเองใช้มาตลอดชีวิตเป็นชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเพื่อให้คนทั่วไปจำได้ง่าย ทั้งๆ ที่รู้ว่ากลยุทธ์นี้อาจจะไม่มีผลต่อการลงคะแนนเท่าใดนัก หรือการใส่ชุดโบราณไปกรอกใบสมัคร สส.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะกรรมการที่ดูแลการเลือกตั้งเองก็ไม่ได้ท้วงติงถึงการกระทำดังกล่าวมากนัก เพียงแต่ให้ระวังว่าอย่าทำอะไรล้ำเส้นโดยเฉพาะการจัดมหรสพ เพราะอาจมีผลทำให้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการเลือกตั้งได้

เมื่อ กกต.ส่งสัญญาณมาแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคค่อนข้างระมัดระวังตัวกันพอสมควร จนพอจะสังเกตเห็นได้ว่าเวลานี้ยังไม่ค่อยมีคาราวานหาเสียงออกมามากนัก เว้นแต่มีการหาเสียงประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองกันบ้างประปรายเท่านั้น

ทั้งนี้ หากจะมีประเด็นหนึ่งของการสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่น่าสนใจจริงๆ คงต้องยกให้กับจำนวนผู้สมัคร สส.ที่ กกต.ประกาศออกมามีถึง 5,831 คน ซึ่งเป็นเฉพาะจำนวนตัวเลขที่ทำการสมัครวันแรกเมื่อวันที่ 4 ก.พ.

ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่มาก กว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2557)  โดยการเลือกตั้งปี 2554 มีจำนวนผู้สมัครเพียง 3,832 คน และมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 41 พรรค

ดังนั้น การปิดรับสมัคร สส.ในวันที่ 8 ก.พ.อย่างเป็นทางการ จึงมีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้สมัครแตะหลักหมื่นคน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดว่าจำนวนหลักหมื่นหรือใกล้เคียงที่ว่านั้นแฝงไปด้วยนัยทางการเมืองอย่างไร

1.โอกาสที่จะได้เป็น สส.มีมากขึ้น ต้องยอมรับว่าระบบเลือกตั้ง "จัดสรรปันส่วนผสม" ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญออกแบบมานั้นมีฝ่ายที่ได้และเสียประโยชน์ ฝ่ายที่เสียประโยชน์แน่นอนว่าต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่ เนื่องจากจะทำให้จำนวน สส.ที่พรรคจะได้มีจำนวนลดลง แต่ประโยชน์ที่ได้จะตกอยู่กับพรรคการเมืองขนาดกลางหรือแม้แต่พรรคการเมืองใหม่ที่จะมีโอกาสแบ่งเก้าอี้มาจากพรรคใหญ่ได้มากขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสเข้าสภามากขึ้นมาจากการที่ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวนำทุกคะแนนมานับทั้งหมด พร้อมกับกำหนดตายตัวในกฎหมายว่าห้ามไม่ให้พรรคการเมืองได้ สส.มากเกินกว่าสัดส่วนที่ประชาชนลงคะแนนให้เหมือนในอดีต ตรงนี้บรรดารายเล็กและรายใหม่ทางการเมืองจึงต่างมองเห็นแสงสว่างกันถ้วนหน้า

2.การเกิดขึ้นของพรรคการเมือง แม้ด้านหนึ่งจะเกิดกระแสวิจารณ์ว่ากฎหมายพรรคการเมืองมีผลให้การตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก แต่พอถึงวันสมัครรับเลือกตั้งกลับมีพรรคการเมืองมาส่งใบสมัคร 58 พรรค สูงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554

พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างมีจุดขายแตกต่างกันไป แต่การเข้ามาของพรรคอนาคตใหม่ที่จุดกระแสปลุกพลังคนรุ่นใหม่ กลายเป็นเทรนด์ที่พรรคการเมืองต้องเดินตามอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการพยายามชูคนรุ่นใหม่มาแข่ง เรียกได้ว่าตัวผู้เล่นในสนามเลือกตั้งครั้งนี้มีหน้าใหม่ทางการเมืองเข้ามาให้ประชาชนเลือกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับการเกิดขึ้นของพรรคกรีนที่ชูเรื่องสิ่งแวดล้อมจนพรรคการเมืองต้องเดินตามเช่นกัน

จากปรากฏการณ์ของการรับสมัคร สส.ดังกล่าว อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวทางการเมืองเห็นได้ชัด รวมไปถึงความหลากหลายทางการเมืองที่กำลังจะมีมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรของไทยจะไม่ผูกอยู่กับพรรคการเมืองไม่กี่พรรคเหมือนในอดีต การจะได้เห็นการออกกฎหมายหรือการออกนโยบายก็จะมีความแตกต่างกันจากที่หลายคนคุ้นเคย

แต่อย่างไรก็ดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะการบริหารเสียงข้างมากในสภาและผลประโยชน์ในรัฐบาล เนื่องจากแน่นอนว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องเป็นรัฐบาลผสม และอาจเกิดกรณีเสียงของฝ่ายค้านและรัฐบาลมีจำนวนห่างกันไม่มาก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐบาลอาจหืดขึ้นคอและนี่เองอาจมีผลให้เสถียรภาพทางการเมืองสั่นคลอนอีกครั้ง

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ