posttoday

ผนึกตั้งรัฐบาลในสภา แผนสกัด 250 สว.ชิงชูบิ๊กตู่

24 ธันวาคม 2561

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เป็นไปได้ยากขึ้น

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เป็นไปได้ยากขึ้น

******************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็น “สัญญาณ” การรวมพลังครั้งสำคัญของบรรดาพรรคการเมืองที่ออกมาร่วมกันลงนามสัญญาครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ อันมีนัยสำคัญต่อการจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

จากเนื้อหาในสัญญา 10 ข้อ มีทั้งประเด็นซึ่งคาบเกี่ยวก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ทั้ง​ให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการซื้อเสียงจะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ รวมทั้งจะไม่ใช้ถ้อยคำและภาษาที่ร้อนแรง​อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นไปโดยเสรี สุจริต และเที่ยงธรรม

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การวางกรอบการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปโดยเคารพเสียงและความต้องการของประชาชน นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ความสำคัญของสัญญาตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มการเมืองที่ต้องการแก้ลำกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดให้ สว.เฉพาะกาล 250 คน เข้ามามีส่วนร่วม ในการเลือกนายกรัฐมนตรี อันอาจจะนำไปสู่การบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง

ยิ่งหากพิจารณาถึงที่มาของ สว. 250 คน ซึ่งมาจากการชี้ขาดสุดท้ายโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการสืบทอดอำนาจที่หมกเม็ด
ไว้ในกฎกติกาใหม่

เมื่อคำนวณจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 750 คน ซึ่งมาจาก สส. 500 คน และ สว. 250 คน การจะได้รับเสียงข้างมาก 376 คน ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หากได้รับเสียงสนับสนุนจาก 250 สว.

แต่สำหรับพรรคการเมืองซึ่งไม่มีฐานสนับสนุนจาก สว. 250 เสียง แล้วการจะรวมเสียงให้ได้ถึง 376 เสียง นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะพรรคที่มีโอกาสจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จำเป็นจะต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง จาก 500 เสียง หากไม่รวมกับเสียงของ สว.

ดังนั้น ในทางปฏิบัติย่อมเป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองปกติจะสามารถรวมเสียงให้ได้เกิน 376 เสียง ในระบบการเลือกตั้งใหม่แบบจัดสรรปันส่วนผสมที่บัตรเดียวชี้ขาดทั้งคะแนน สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

สุดท้ายโอกาสที่เสียง สว. 250 เสียง จะเป็นปัจจัยชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงเป็นไปได้สูง

ปัญหาจะอยู่ตรงที่หาก สว. ซึ่งมีที่มาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เทน้ำหนักเลือกนายกรัฐมนตรีไปคนละทางกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมทำให้ฉันทามติของประชาชนถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอันจะนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว

อันอาจเป็นชนวนถูกปลุกขึ้นมาสร้างความวุ่นวายในอนาคต หากนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกไม่เป็นที่เห็นพ้องของประชาชนส่วนใหญ่ แม้จะมาถูกต้องตามกรอบกติกาที่วางไว้ก็ตาม

ยิ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการขยับจากพรรคการเมืองบางพรรคที่ถูกมองว่ามีเป้าหมายรองรับการสืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกต่างๆ คู่ขนานไปกับความพยายามชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงจะเพิ่มดีกรีความวุ่นวายให้มากยิ่งขึ้น

การขยับของพรรคการเมืองด้วยการจับมือกันก่อนเลือกตั้งจึงเป็นสัญญาณสู้กับความพยายามสืบทอดอำนาจรัฐ และสกัดไม่ให้คะแนนเสียงจากประชาชนที่สะท้อนผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องถูกมองข้ามในทางปฏิบัติ

ดังจะเห็นจากจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่มาร่วมเซ็นสัญญาในครั้งนี้กว่า 20 พรรค อาทิ พรรคอนาคตใหม่​ พรรคภูมิใจไทย พรรคมหาชน พรรคเสรีรวมไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคสามัญชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย

พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพลังสังคม พรรคไทยรักษาชาติ พรรคกลาง พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชาธรรมไทย พรรคแผ่นดินธรรม พรรคพลังไทยรักไทย พรรคพลังคนกีฬา โดยไม่มีพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมเซ็นสัญญา

การผนึกกำลังของพรรคการเมืองที่ปราศจากพรรคพลังประชารัฐ จึงยิ่งตอกย้ำขั้วการแข่งขันที่ชัดเจน เมื่อทุกพรรคต่างประกาศจุดยืนต้องให้พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนเพื่อยึดโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

แม้ในทางปฏิบัติจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองต่างๆ จะสามารถผนึกกำลังรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแท้จริง เพราะทั้งจุดยืน อุดมการณ์แนวนโยบาย ที่แตกต่างกันไปจนถึงเรื่องความบาดหมางในอดีตที่ยังไม่สลายหายไป

แต่การผนึกกำลังร่วมเซ็นสัญญาครั้งนี้ย่อมทำให้โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่มีแนวคิดจะสืบทอดอำนาจ เดินไปตามความต้องการได้ยากขึ้นและจุดประเด็นให้ สว.ไม่อาจฝืนกระแสสังคมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ก่อนที่จะไปชี้ขาดกันสุดท้ายที่ผลการเลือกตั้งหลังวันที่ 24 ก.พ.นี้

ข่าวล่าสุด

"อนุทิน" ลงพื้นที่ เครนหล่นทับรถไฟ สั่ง เร่งดูแลผู้โดยสาร