จับตาแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชะตาเลือกตั้ง

วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.
จับตาแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชะตาเลือกตั้ง
จับตาการประชุมร่วมกันระหว่างแม่น้ำ5สายกับตัวแทนพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ที่จะเป็นการชี้ชะตาการเลือกตั้งในปี62

*****************************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งที่แน่นอนสักที ภายหลัง “อิทธิพร บุญประคอง” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โยนให้แม่น้ำ 5 สายชี้ขาดกำหนดวันเลือกตั้ง

“กกต.จะเอาข้อมูลมาพิจารณาในภาพรวม พรรคการเมืองขนาดเล็กก็มีข้อเรียกร้องให้มีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องพิจารณาด้วย แต่เบื้องต้นมองว่ายังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากโรดแมป

ส่วนการตัดสินใจว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น คงจะมีความชัดเจนหลังจากการประชุมร่วมกันระหว่างแม่น้ำ 5 สายกับตัวแทนพรรคการเมือง” ประธาน กกต.ระบุ

แม้ กกต.จะยืนยันว่ายังไม่เห็นเหตุผลหรือปัจจัยที่จะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป แต่การโยนให้ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายเป็นผู้เคาะวันเลือกตั้งย่อมมีนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปการประชุมร่วมกันของพรรคการเมืองกับ กกต. เมื่อวันที่ 22 พ.ย. พบว่ามีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองขนาดเล็กบางพรรคในการขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่เป็นการเลื่อนภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ คือ ให้เลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นเดือน พ.ค. 2562 แทน ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 150 วันของการจัดเลือกตั้ง

ดังนั้น หาก กกต.ตัดสินใจทันทีว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามกำหนดคือวันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยไม่ฟังเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาจเป็นเหตุให้พรรคการเมืองเหล่านี้หยิบเป็นประเด็นเพื่อไปฟ้องกับศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยอ้างเรื่องความเสมอภาคและความเป็นธรรมที่รัฐธรรมนูญรับรอง

ส่งผลให้ กกต.ต้องซื้อเวลาด้วยการโยนไปให้ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายตัดสินใจแทน

การประชุมแม่น้ำ 5 สายที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธ.ค.นั้นมีความสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการประชุมตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ที่กำหนดให้ประชุมขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับแล้ว

ความชัดเจนของวันเลือกตั้งยังมีข้อกังขาพอสมควร โดยมีสาเหตุหลักมาจากความไม่ชัดเจนของการแบ่งเขตเลือกตั้ง

เดิมที กกต.ต้องแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาแต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่สามารถแบ่งเขตให้เสร็จสิ้นได้ จน คสช.ต้องใช้มาตรา 44 เพื่อเข้ามาอุ้ม กกต.ให้สามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่ถูกฟ้องร้องในเรื่องนี้

เมื่อความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น จึงเป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแทบทุกวัน

ถ้ามองไปถึงการประชุมร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายและพรรคการเมือง จะมีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการ เลือกตั้งหรือไม่ ต้องยอมรับว่ามีโอกาสเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งระดับ 50/50 เลยทีเดียว

สถานการณ์ของ คสช.กำลังอยู่ในลักษณะ “ลังเล” พอสมควร

ขณะนี้ คสช.กำลังเดินเกมการเมืองสองหน้า หน้าหนึ่งเล่นบทในฐานะฝ่ายความมั่นคงที่ห้ามไม่ให้การเมืองเกิดการแตกแถว แต่อีกหน้าหนึ่งก็เล่นบทเสมือนนักการเมืองที่ออกนโยบายเอาประชาชนเพื่อหวังจะเก็บแต้มคะแนนความนิยมล่วงหน้า

ใจหนึ่ง คสช.เองก็อยากเลื่อนเลือกตั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเอาชนะคู่แข่งหมายเลขหนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติได้หรือไม่

ถึงพรรคพลังประชารัฐจะมีภาพของอดีตบิ๊กเนมการเมืองตบเท้าเข้าพรรคเป็นจำนวนมาก แต่ด้านหนึ่งก็ยังมีแคลงใจอยู่ว่าเมื่อลงสนามแล้วจะเป็นของจริงหรือไม่ เมื่อต้องสู้กับกระแสทักษิณที่แรงยังไม่ตกเท่าใดนัก

ต้องไม่ลืมว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นักเลือกตั้งต่างต้องกบดานเพื่อให้รอดพ้นเงื้อมมือของ คสช. ทำให้การรักษาพื้นที่ยังไม่มีความต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความคิดว่าควรรอให้นโยบายของรัฐบาลที่กำลังหว่านออกไปออกดอกออกผลกว่านี้อีกหน่อย ถึงเวลานั้นแล้วค่อยเลือกตั้งโอกาสชนะก็น่าจะมีอยู่พอสมควร

ขณะที่อีกใจหนึ่ง คสช.ไม่อยากเลื่อนเลือกตั้ง เนื่องจากทุกวันนี้สังคมไทยและสังคมโลกในภาพรวมต่างรับรู้ไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 ทุกองคาพยพถูกขับเคลื่อนภายใต้สมมติฐานว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเวลาดังกล่าวไปแล้ว

หาก คสช.ไปเลื่อนเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่ไม่ดีเพียงพอ แน่นอนว่าผลกระทบย่อมจะเกิดเป็นลูกโซ่และลามมาถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐด้วย ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่แล้วในทุกวันนี้ที่รัฐบาลต้องเจอกับกระแสตีกลับทันทีที่การเลือกตั้งไม่เกิดความชัดเจน

เรียกได้ว่าไม่มีทางเลือกไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของ คสช. มีแต่เพียงทางเลือกที่จะมีผลกระทบต่อคสช.น้อยที่สุดแทน

ทั้งหมดมาจากความผิดพลาดของ คสช.เองที่ปล่อยให้การเลือกตั้งเนิ่นนานออกไป จนคะแนนความนิยมเริ่มลดลง ดังนั้นมาถึงจุดนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดของ คสช.คงหนีไม่พ้นการยอมให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามปกติ เพราะเป็นทางเลือกที่ทำให้ คสช.รับแรงปะทะน้อยที่สุด แม้ คสช.จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ก็ตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต