‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก  สองพรรคใหญ่ระส่ำ

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:42 น.

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก  สองพรรคใหญ่ระส่ำ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีกของรัฐบาล ปรากฏว่าไม่ค่อยแสดงอาการบ่งบอกถึงการหาเงื่อนไขเพื่อมาทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป ดังจะเห็นได้จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560

นอกจากนี้ แม้แต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นตามโรดแมปอย่างแน่นอน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจยินดีกับท่าทีของผู้นำรัฐบาลที่ช่วยให้การเมืองเกิดความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเพียงแต่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่น่าสนใจเท่านั้น เนื่องจากภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับอย่างพร้อมเพรียง จะพบได้ว่ามีความเคลื่อนไหวและตัวละครการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องแรกที่น่าสนใจหนีไม่พ้นการประกาศตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และการขอกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้งของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส.

แน่นอนว่าพรรคการเมืองนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่กับ คสช.อยู่ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ อาจารย์เอนก เคยทำงานร่วมกับ คสช.มาก่อนทั้งในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง

โดยในตำแหน่งหลังนี้ทำให้บทบาทของอาจารย์เอนก โดดเด่นเห็นชัดเป็นอย่างมาก เพราะการที่ต้องเข้าไปประสานงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดองกับทุกฝ่าย ช่วยให้อาจารย์เอนกไม่ติดภาพว่าตัวเองอยู่ข้างใดข้างหนึ่งชัดเจนมากนัก ตรงนี้เองได้กลายเป็นจุดขายของพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่จะเน้นการสร้างความปรองดองเป็นหลัก

ส่วนอีกความเคลื่อนไหว คือ การเดินเกมของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนี้ไม่ได้ปรากฏในรูปของพรรคการเมืองเท่าใดนัก แต่ปรากฏให้เห็นจากบรรดาว่าที่แกนนำพรรคต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

ล่าสุด “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย ทั้งสมศักดิ์และสุริยะต่างประสานงานเพื่อดึงอดีต สส.เข้ามาร่วมงาน 

การขยับตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบไปถึงสองพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” ไม่มากก็น้อย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์รับผลกระทบเต็มๆ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย อย่างที่ทราบกันดีว่าสุเทพนั้นเป็นผู้มากบารมีในการเมืองภาคใต้ แม้จะยังไม่เท่ากับนายหัว “ชวน หลีกภัย” แต่สุเทพมีแม่เหล็กดึงดูดมากพอที่จะโน้มน้าวให้บรรดาคนแถวหนึ่งหรือแถวสองของประชาธิปัตย์เข้ามาอยู่กับกำนันสุเทพได้ 

ยิ่งเวลานี้ “สุเทพ” เป็นหนึ่งในสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. เท่ากับว่าหากใครมาอยู่กับสุเทพย่อมได้อะไรติดไม้ติดมืออย่างแน่นอน

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ถึงแม้ภาพของ “ทักษิณ ชินวัตร” จะยังคงเป็นขวัญใจของคนอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานกำลังหลักของพรรคเพื่อไทย แต่อีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมว่า คสช.เองเดินเกมรุกทางการเมืองค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งการอัดงบประมาณและโครงการเข้าไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในนาม “ประชารัฐ” หรือ “ไทยนิยม”

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทยถูกแช่แข็งห้ามเล่นการเมืองมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ผิดกับ คสช.ที่มีทั้งงบประมาณและอำนาจทางการเมือง จึงทำให้ คสช.สามารถเดินเก็บแต้มการเมืองได้แต่เพียงฝ่ายเดียว แซงหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ ไปพอสมควร

พื้นที่การเมืองที่เว้นว่าง สส.มาร่วม 4 ปี กลายเป็นโอกาสของ คสช.ในการช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสำหรับการปูทางกลับเข้ามาสืบทอดอำนาจในอนาคต หลังการเลือกตั้ง ดังนั้น พรรคเพื่อไทยที่เคยคิดว่าจะกินบุญเก่าและหากินกับความเป็นทักษิณไปอีกเรื่อยๆ อาจจะต้องผิดหวังได้

ไม่เพียงเท่านี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้อดีต สส.ของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เอาใจออกห่างและจะมาเข้ากับสองพรรคการเมืองใหม่ คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคกันเอง

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นั้นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นชัดว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ชนะการเลือกตั้งมาร่วมสองทศวรรษแล้ว ทำให้สมาชิกหลายคนไม่มั่นใจว่าในสภาพแบบนี้พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถลืมตาอ้าปากได้หรือไม่

ด้าน พรรคเพื่อไทย ก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ความขัดแย้งภายในที่เกี่ยวกับการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งเกิดกระแสต่อต้าน “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นระยะ นอกจากนี้การมีทักษิณเป็นผู้นำพรรคต่อไป อาจมีผลให้เป็นเป้าทางการเมืองไม่จบไม่สิ้น

ดังนั้น เมื่อทั้งสองพรรคเกิดความอ่อนแอ จึงกลายเป็นจังหวะดีที่พรรคการเมืองใหม่ที่อุดมไปด้วยเงินและบารมีในการตีท้ายครัวในแบบที่พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเกิดอาการระส่ำทันที

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ