ร่วมแรงอุ้ม ‘บิ๊กป้อม’ ปปช.-ประยุทธ์ยิ่งเสื่อม

  • วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น.

ร่วมแรงอุ้ม ‘บิ๊กป้อม’ ปปช.-ประยุทธ์ยิ่งเสื่อม

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าสถานการณ์ของรัฐบาลเวลานี้เหมือนกับ "ลิงแก้แห" เข้าไปทุกที หลังจากปรากฏภาพนาฬิกาข้อมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

สาเหตุที่ต้องบอกว่าลิงแก้แหนั้นเพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะพยายามชี้แจงอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับออกมาปกป้องพี่ชายที่แสนดีคนนี้แบบที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับสังคมอย่างน้อยก็ปรากฏให้เห็นชัดถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ บอกระหว่างสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า "ผมไม่ต้องให้กำลังใจ ท่านเข้มแข็งพอ พล.อ.ประวิตร เป็นทหาร ดูแลตัวเองได้ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ขอร้องสื่อ ให้ลดราวาศอกกันบ้าง กฎหมายว่าอย่างไร ก็ไปว่ากันตามขั้นตอน อย่ามองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน"

อีกครั้งคือ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. โดยระบุว่า "ต้องรอการชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และขอให้แยกแยะให้ออกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ส่วนตัวและเรื่องเหล่านี้มีการสอบสวนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้ งบประมาณแผ่นดิน หากใช้งบประมาณแผ่นดินแล้ว ทำให้เสียหาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และที่มีหลายฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีการทุจริตนั้น ขอให้มีการสอบสวนให้ได้ข้อยุติก่อน"

ยิ่งนานวันเข้าสถานการณ์ยิ่ง บานปลาย เพราะการพยายามบ่ายเบี่ยงของรัฐบาลนำมาสู่กระแสกดดัน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ รีบดำเนินการปรับพล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่ง

กลุ่มบุคคลที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งนั้นไม่ได้จุดประเด็นมาเฉพาะกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามเท่านั้น เพราะแม้แต่กลุ่มคนที่เคยอยู่เคียงข้างรัฐบาลและ คสช.ต่างเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลของ คสช.ก็ระบุว่าควรต้องลาออก

"ผมฝากคนไปบอกถึงท่านแล้วว่า มีชีวิตที่มีความสุขอยู่ได้ให้รักษาชื่อเสียงไว้ เพราะเขายังไม่เคยกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นก็ถือว่าชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็ยังดีอยู่ เรื่องการไม่แจ้งนาฬิกาไม่ใช่เรื่องทุจริต เป็นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ แต่ถ้าอยู่นานๆ แล้วทำให้คนทั่วไปไม่เชื่อ ในที่สุดก็จะเสีย" เสียงเตือนจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร

ทว่า เสียงเตือนจากหลายฝ่ายที่ออกมานั้นดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ค่อยนำพาเท่าใดนัก ซึ่งขัดกับนโยบายการสร้างความโปร่งใสของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลประกาศมาตลอดว่าจะไม่ทำงานแบบนักการเมือง แต่มาถึงเวลานี้รัฐบาลที่อ้างว่าจะเข้ามาสร้างความโปร่งใสกำลังปฏิบัติตนยิ่งกว่านักการเมือง

ภาวะการณ์ที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้าในเวลานี้นั้นแทบไม่ต่างอะไรกับช่วงปลายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเวลานั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ประสบปัญหากับความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว แต่ก็พยายามลดอุณหภูมิการเมืองด้วยการปรับรัฐมนตรีที่มีปัญหาออกจากตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้องคาพยพส่วนใหญ่ของรัฐบาลยังพอเดินหน้าต่อไปได้

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำใน สิ่งตรงข้ามด้วยการพยายามอุ้ม พล.อ. ประวิตร ให้อยู่กับรัฐบาลต่อไป ซึ่งการทำเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการกระทำไม่ ขัดต่อกฎหมายแต่ไม่ชอบด้วยการเมือง

กล่าวคือ แม้ตามกฎหมาย พล.อ. ประวิตร จะทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช.ยังไม่ถึงที่สุด แต่การอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมายนั้นกลับขัดต่อความชอบธรรมทางการเมืองไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เริ่มบานปลายมากขึ้นนี้ไม่มีปัจจัยจากฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ก็กำลังเป็นผู้สร้างความแคลงใจให้กับสังคมด้วย

ป.ป.ช.พยายามส่งสัญญาณกับสังคมให้เห็นว่าภาระของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการแสดงรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สินต่อ ป.ป.ช.จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของคู่สมรส หรือของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น ซึ่งทรัพย์ของตนเองในที่นี้หมายถึงเฉพาะทรัพย์สิน ที่ตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย

สัญญาณที่ออกมาจาก ป.ป.ช. กำลังถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการวินิจฉัยคดี เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคดี ที่อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนหนึ่งได้ยืมรถตู้มาจากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดงต่อ ป.ป.ช. ก่อนที่ต่อมา ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าเป็นความผิดพร้อมกับส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา โดยศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีความผิดในที่สุด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงแต่ ป.ป.ช.จะวางแนวทางในการวินิจฉัยคดีเอาไว้เท่านั้น เพราะศาลฎีกาก็ได้บัญญัติแนวทางเช่นกัน ยิ่งเป็นบรรทัดฐานที่เหนือกว่าบรรทัดฐานปกติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ส่งผลให้สถานการณ์ของ 3 ฝ่าย ทั้ง "ประยุทธ์-ประวิตร-ป.ป.ช." ลำบากมากยิ่งขึ้น

แม้ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัว ไม่ร่วมพิจารณาคดีนี้ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้ปัญหาที่ปลายทางมากกว่า

ดังนั้น เหลือทางเดียวจะช่วยปลดล็อกการเมืองนี้ได้คือ การให้ พล.อ. ประวิตร ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความสปิริต

ทางออกมีอยู่แล้วเหลือเพียงแต่ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.จะเห็นหรือไม่

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ