posttoday

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

18 มกราคม 2561

องค์กรอิสระเป็นผลผลิตที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จนถึงเวลานี้ยืนหยัดเป็นเสาหลักหนึ่งให้กับประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปีโดยประมาณ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

องค์กรอิสระเป็นผลผลิตที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จนถึงเวลานี้ยืนหยัดเป็นเสาหลักหนึ่งให้กับประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปีโดยประมาณ

เจตนารมณ์ของการมีองค์กรอิสระเพื่อต้องการสร้างระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลให้แยกออกมาจากกลไกของฝ่ายบริหาร เพื่อเป็นหลักประกันการตรวจสอบความโปร่งใสให้กับสังคม จากเดิมที่หน่วยงานเหล่านี้อยู่ภายใต้ปีกอำนาจของฝ่ายบริหารมาก่อน

ย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เกิดภาวะวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของระบบการได้มาซึ่งบุคคลที่ไปดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมไปถึงตัวบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะในอดีตเคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้มีความผิดทางอาญาจากกรณีขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง โดยไม่มีอำนาจ แต่ยังดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้โทษจำคุกนั้นรอลงอาญาเอาไว้ก่อน

นานวันเข้า สุดท้ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตัดสินใจทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยหนึ่งในเหตุผลของการฉีกรัฐธรรมนูญ คือ ความไม่โปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ

มาเวลานี้ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบในอดีตอีกครั้ง หลังจากมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีปัจจัยมาจากท่าทีของ ป.ป.ช.เองเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาสมทบด้วย

กล่าวคือ สนช.เพิ่งลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ... โดยเฉพาะการเห็นชอบในมาตรา 178 ว่าด้วยการให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด ยังสามารถดำรงตำแหน่ง ต่อไปได้

"ให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19

เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ (18) มิให้นำมา ใช้บังคับ" เนื้้อหาในมาตรา 178 ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

การลงมติของ สนช.ในเรื่อง ดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงท้วงติงในทางกฎหมายเป็นอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติไม่เคยกำหนดให้มีบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระต่อไปได้มาก่อน

โดยเป็นประเด็นถึงขนาดที่ "มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งข้อสังเกตฝากไปยัง "พรเพชร วิชิตชลชัย" ประธาน สนช.ว่า สนช.ควรร่วมกันเข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและเป็นข้อยุติ

บทบัญญัติของมาตรา 178 จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่ชื่อ "พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ" ที่เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร และ "วิทยา อาคมพิทักษ์" อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ได้ต่อไป เพราะได้รับการยกเว้นโดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

การกำหนดมาตรา 178 ไว้ในลักษณะนี้ ส่งผลให้เกิดแนวความคิดที่ว่าการนำกฎหมายลำดับรองมายกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนั้นเหมาะสมหรือไม่

ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวทั้งในเรื่องการเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองหรือกรรมการองค์อิสระมาก่อนเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ประกอบ มาตรา 202 (1) และ (4) ซึ่งมีเนื้อหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ คือ เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระใด เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

ทั้งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับลำดับชั้นของกฎหมาย ซึ่งตามหลักการแล้วกฎหมายลำดับรองไม่ควรมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายที่ลำดับสูงสุด แต่เสียงข้างมากของ สนช.กลับอาศัยอำนาจนิติบัญญัติเพื่อบัญญัติกฎหมายให้ แตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เดิมที สนช.จำนวนไม่น้อยค่อนข้างเพิกเฉยกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมองว่าตัวเองเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ย่อมมีอำนาจเด็ดขาดในการพิจารณากฎหมาย แต่เมื่อกระแสกดดันมากขึ้น ประกอบกับมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร เข้ามาพอดี ทำให้ สนช.เกิดอาการกลับลำและดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาขึ้น มาทันที

หากจะมองเหตุผลที่แท้จริงของการกลับลำนั้นส่วนหนึ่งนั้นมาจากกังวลถึงปัญหาแบบในอดีต กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ของสภาที่ผ่านมาวุฒิสภาชุดหนึ่งเคยลงมติเลือกกรรมการ ป.ป.ช.จากบัญชีรายชื่อบุคคลที่ไม่ถึงจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่ประธานวุฒิสภาในเวลานั้นคาดไม่ถึง

ดังนั้น สนช.จึงมองว่าเพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ควรจะหาทางปลดระเบิดเวลาด้วยการพึ่งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาประธาน สนช.หรือแม้แต่ สนช.ทั้งสภาคงไม่อาจ แบกรับความรับผิดชอบนั้นได้ไหวอย่างแน่นอน n

ข่าวล่าสุด

เครือข่ายหนี้ครูฯ ขอบคุณ “ธรรมนัส–นฤมล” เดินหน้าแก้หนี้ครูบำนาญ