ปรับโฉมพรบ.คอมพ์ เค้นมาตรการคุมภัยไซเบอร์

วันที่ 24 พ.ย. 2559 เวลา 09:20 น.
ปรับโฉมพรบ.คอมพ์ เค้นมาตรการคุมภัยไซเบอร์
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ 

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดเสวนา เรื่อง “เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ...” ณ อาคารรัฐสภา 2 ห้องรับรอง 1-2

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. ระบุว่า ร่างดังกล่าวถือว่าละเอียดอ่อน และต้องใช้ความสมดุลของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องรับฟังเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เพื่อป้องกันอย่างเป็นเอกภาพ คุ้มครองสิทธิประชาชน

ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการบัญญัติกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องใช้สิทธิโดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความเสียหายต่อประชาชนด้วยกัน หรือเอกชน รวมทั้งต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาตรา 20/1 ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์คณะหนึ่งหรือหลายคณะ โดยแต่ละคณะให้มีกรรมการจำนวน 5 คน และ 2 ใน 5 มาจากภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ โดยอนุโลม

อย่างไรก็ตาม หากกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ขัดต่อกฎหมายนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ สามารถยืนคำร้องต่อศาลได้เลยเพื่อให้ขอระงับหรือลบ ก่อนที่รัฐมนตรีมอบหมาย แต่ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบ

ขณะที่ ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมายไพบูลย์ กล่าวว่า สแปมหรือการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นให้ได้รับเดือดร้อนรำคาญ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ทว่า วิธีการส่งและลักษณะรวมถึงปริมาณของข้อมูล ไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ และปฏิเสธการรับได้โดยง่ายถือว่าไม่มีปัญหา หรือผู้รับยินยอมรับข้อมูลตัวนั้น เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ซึ่งถ้าสมาชิกยอมรับก็ไม่ผิดกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดี มาตรา 15 ของกฎหมายนี้โยงกับมาตรา 14

อย่างไรก็ตาม มาตรา 15 ได้กำหนด คือ ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระหว่างโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดตามมาตรา 14

ทว่า ก็ได้ลดความรุนแรงลง โดยมาตรา 15 ถ้าทำตามประกาศกำหนดหรือขั้นตอนการแจ้งเตือนของรัฐมนตรี ไม่ต้องรับโทษ ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่ามาตรานี้จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบปรับโดยเฉพาะการทำผิดของเยาวชนซึ่งไม่มีเจตนาแต่เป็นคดีทางอาญา ถ้าจะดำเนินคดีคงไม่เหมาะสม ดังนั้น ถ้าจำเลยสารภาพก็ใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับจะทำให้คดีไม่รกศาล แต่กรณีที่น่าเป็นห่วง คือ การเฟซบุ๊กไลฟ์ฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่มีกฎหมายมาช่วยเรื่องนี้เลย

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่า มาตรา 14 (1) ใช้ในเรื่องการหมิ่นประมาท โดยขอยกตัวอย่าง 2 เรื่อง ที่เคยผ่านประสบการณ์มา คือ สถาบันอิศราถือเป็นเว็บไซต์ข่าวขนาดเล็ก และใช้เซิร์ฟเวอร์ต่างหาก และจ้างคนดูแลต่างหาก

โดยเกิดเรื่องครั้งแรกเมื่อปี 2558 ซึ่งได้นำเสนอข่าวของ พล.อ.ท่านหนึ่ง แต่ข่าวนั้นเปิดไม่ได้ และได้รับแจ้งจากผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ว่าถูกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเว็บได้ยุยง ปลุกระดม ต้องปิดรวมถึงต้องส่งคำชี้แจงให้กับ คสช.

ทั้งนี้ เมื่อถามปลัดไอซีที แต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าปิดโดยใคร และใครสั่งมา ผู้ให้บริการเจ้าเดิมให้ปิด เพราะมีผลต่อความมั่นคง และได้คุยกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็หาตัวไม่ได้ในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เซิร์ฟเวอร์อยู่ไหน ผู้ให้บริการฟังคำสั่งใคร และไอซีทีจะฟังคำสั่งใคร ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ปิด แต่อยากถามว่าใครจะรับผิดชอบ ขนาดผู้ให้บริการยังตกใจกับเรื่องนี้ หากถ้าเป็นนักธุรกิจอาจตกใจจะเกิดความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

ส่วนกรณีมีนักการเมืองโพสต์ถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และได้มีการแจ้งดำเนินคดีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งอธิบดีขณะนั้นพยายามดึงเรื่องดังกล่าวให้โยงกับมาตรา 14/1 แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้ กรณี อาทิตย์ อุไรรัตน์ วิจารณ์การซื้อขายตำแหน่งของตำรวจ สิ่งแรกถูกขู่ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ดังนั้น เข้า 14 (1) หรือไม่ แต่ทั้งหมดมาตรา 16 แก้ไขไว้เรียบร้อย

ด้าน วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยไป 4.0 และมีงานลิขสิทธิ์สูงมาก แต่ละเมิดเยอะมากเช่นกัน โดนประเทศไทยแซงสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรองแค่ประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ในอดีตการทำกฎหมายไม่ได้มีการรับฟังเหมือนปัจจุบัน ซึ่งมาตรา 20 (3) กฎหมายลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าใครถูกละเมิดให้ไปศาล และถ้าเป็นเจ้าของจริงสามารถแสดงได้ ศาลจะสั่งบล็อกให้ แต่ต้นฉบับที่ทำการละเมิดอาจอยู่นอกราชอาณาจักร คนทำก็ไปเปิดเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ

ทำให้ผู้เป็นเจ้าของก็ต้องไปหาตัวเพื่อนำมาดำเนินคดี ซึ่งก็ไม่มีใครทำแบบนั้น อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ฉบับนี้คุ้มครองระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องห้ามใส่ไวรัสเข้าไป และเมื่อใส่มาตรา 20 ที่ป้องกันการกระทำผิดต่อความมั่นคง และลามกอนาจาร จนเกิดการพัฒนาขึ้นมาแต่ไม่สามารถป้องกันเรื่องลิขสิทธิ์ได้