'ดีแต่กู้'มัดรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'
วาทกรรมโจมตีคู่แข่งทางการเมืองว่า “ดีแต่กู้ สร้างแต่หนี้” ที่พรรคเพื่อไทย (พท.)
วาทกรรมโจมตีคู่แข่งทางการเมืองว่า “ดีแต่กู้ สร้างแต่หนี้” ที่พรรคเพื่อไทย (พท.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
วาทกรรมโจมตีคู่แข่งทางการเมืองว่า “ดีแต่กู้ สร้างแต่หนี้” ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ยกขึ้นมาใช้โจมตีรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศกำลังกลับมาเป็นหอกข้างแคร่ คอยทิ่มแทงรัฐบาล ปูแดง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังก้าวเดินบนพรมแดงมาบริหารประเทศในไม่ช้านี้
เนื่องเพราะเมื่อกางโรดแมปแผนบริหารการเงิน การคลัง ที่ทีมเศรษฐกิจ พท.จัดทำเพื่อส่งมอบให้นายกรัฐมนตรีหญิงใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารเศรษฐกิจนั้น พบว่ามีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อการบริหารประเทศที่หนีไม่พ้น “การกู้ยืมเงินสารพัดทั้งในและต่างประเทศ”
เอกสารลับในการกำกับการใช้เม็ดเงินเพื่อผลักดันนโยบายที่จะทำทันที่ใน 13 นโยบายที่ “ปูแดง” ได้หาเสียงไว้กับประชาชนนั้น พบว่ามีมูลค่าสูงลิ่วถึง 1.85 ล้านล้านบาท
เมื่อจำแนกแจกแจงใน 13 นโยบาย จะพบว่ามีการใช้เงินมหาศาล ดังนี้...
1.รถไฟฟ้า 10 สาย ใช้เงิน 2.5 แสนล้านบาท
2.รถไฟความเร็วสูงต่อยอดโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ ใช้เงิน 7.8 หมื่นล้านบาท
3.รถไฟฟ้าความเร็วสูงหนองคาย เชียงใหม่ ใช้เงิน 1 แสนล้านบาท
4.การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ใช้งบ 4 แสนล้านบาท
5.โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้เงิน 1.3 แสนล้านบาท
6.จำนำข้าวและบัตรเครดิตเกษตรกร ใช้เงิน 3 แสนล้านบาท
7.บัตรเครดิตมันสำปะหลังและเอทานอล ใช้งบ 1.74 แสนล้านบาท
8.กู้บ้านหลังแรก 0% เป็นเวลา 5 ปี ใช้เงิน 4.8 หมื่นล้านบาท
9.คืนภาษีรถคันแรก ใช้เงินร่วม 7.5 หมื่นล้านบาท
10.เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท ใช้เงิน 8 หมื่นล้านบาท
11.ฟื้นเอสเอ็มแอล ใช้เงิน 9.3 หมื่นล้านบาท
12.แจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ใช้งบ 2.75 หมื่นล้านบาท
13.กองทุนตั้งตัวได้มหาวิทยาลัยละ 1,000 ล้านบาท ใช้เงิน 1 แสนล้านบาท
ปัญหาอยู่ที่ว่า เงินงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีของรัฐบาลมีไม่พอให้รัฐบาลปูแดง เสกเนรมิตนโยบายต่างๆ ให้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดได้อย่างที่ฝัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลปูแดงก็ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องกู้เงินมาถมใส่นโยบายต่างๆ เพื่อปลุกปั้นให้เกิดเป็นตัวเป็นตนตามที่ได้ตีฆ้องร้องป่าวไว้
โรดแมปแผนการใช้เงินจึงต้องกัดฟันจัดสรรปันส่วนว่า จะดึงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาใช้ในนโยบายต่างๆ ได้แค่ประมาณ 7.42 แสนล้านบาท คิดเป็น 40% ของแผนการใช้เงินทั้งหมด
ส่วนที่เหลือต้องกู้เงินมาลงทุนทั้งสิ้น 8.35 แสนล้านบาทเศษ คิดเป็นสัดส่วน 45% สูงกว่าเม็ดเงินงบประมาณที่จัดสรรมาใช้เสียอีก
เม็ดเงินส่วนที่เหลือจะมาจากการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐ 2.77 แสนล้านบาท หรือ 15%
จะเห็นว่า จากตัวเลขการใช้เงินที่กางออกมานั้นได้ตีตรวนมัดรัฐบาลปูแดงให้คลานไม่ออก หนีไม่พ้น ว่าต้องกู้เงินมาทำนโยบายต่างๆ ที่ได้หาเสียงไว้
เงินที่มาจากการกู้ทั้งในและต่างประเทศนั้น ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของเงินทุนที่สูงเป็นอันดับหนึ่ง มากกว่าการใช้เงินจากงบประมาณที่เป็นรายได้ของประเทศเสียอีก
หากคิดในแง่ของวาทกรรมทางการเมืองที่ พท.ได้ใช้โจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ดีแต่กู้สร้างหนี้ มาถึงวันนี้อาจบอกได้ว่า รัฐบาลเพื่อไทยของนายกฯ ปูแดง จะต้องทนกลืนน้ำลายตัวเองตลอดที่เป็นรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจก็เป็นไปได้ หากต้องผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ทั้งหมด
เม็ดเงินในการกู้ก็มากกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์เกือบ 3 เท่าตัว เมื่อคิดจากฐานการกู้เงินของรัฐบาลประชาธิปัตย์ 3.5 แสนล้านบาท แต่ของ พท.ที่จ่อกู้มาก 8.35 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากคิดในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่ยังมีความจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกจำนวนมาก รองรับการลงทุนและการขยายตัวเศรษฐกิจ การกู้เงินมาพัฒนาประเทศก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือทำให้ประเทศล่มจมเสียหาย
ในยุคสมัยที่นายใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนั่งหัวโต๊ะการผลักดันให้สร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิมูลค่า 1.55 แสนล้านบาท เกือบทั้งหมดก็ใช้เงินกู้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงมาก
หากการกู้เงินมาพัฒนาประเทศไม่ดีตามวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้น การกู้เงินมาสร้างสนามบินสุวรรณภูมินับเป็นแสนล้านบาท ก็น่าเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศเสียหายมากเป็นอันดับต้นๆ ตามมูลค่าการก่อสร้าง
แต่ในความเป็นจริง ในแง่เศรษฐกิจก็รู้แจ้งเห็นจริงกันอยู่ว่า การกู้เงินมาลงทุนในโครงการที่เป็นการพัฒนาประเทศอย่างคุ้มค่านั้น ดอกผลของการกู้ย่อมดีกว่าใช้เงินสดที่มีอยู่
การกู้เงินมาลงทุนของรัฐบาลนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการพัฒนาประเทศ
แม้แต่หลักการทำธุรกิจของเอกชนก็ยึดถือเช่นนี้ ไม่ว่าจะมีแผนลงทุนในโครงการอะไร นักธุรกิจส่วนใหญ่ก็ใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินมาลงทุนทั้งนั้น
ไม่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการรายไหนที่ยอมถอนเงินสดของตัวเองจากธนาคารเป็นหมื่นล้านบาทมาลงทุนอย่างแน่นอน แม้ว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ยสักบาท
ในแง่ของการบริหารพัฒนาประเทศก็เช่นกัน ประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนา รายได้รัฐบาลยังจำกัดจำเขี่ยหาได้ไม่มาก ลำพังรายจ่ายประจำเงินเดือนข้าราชการก็ปาเข้าไป 70% ของเงินงบประมาณ งบชำระหนี้อีก 10% เหลือเพียง 20% คิดเป็นตัวเงิน 23 แสนล้านบาทต่อปี ที่เป็นงบเพื่อการลงทุนนั้น ไม่เพียงพอกับการพัฒนาประเทศอย่างแน่นอน
หากรัฐบาลไหนปล่อยไปตามน้ำตามลม เงินเหลือแค่ไหน ไม่กู้เงิน เพราะจะถูกตราหน้าว่าดีแต่กู้ รับรองได้ว่า ภายในไม่กี่ปีเศรษฐกิจประเทศไทยจะรั้งอันดับท้าย ไม่มีทางไล่ตามคู่แข่งได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น การกู้เงินมาลงทุนในโครงการต่างๆ จึงมีความจำเป็น
ถึงวันนี้รัฐบาลปูแดงก็จำเป็นต้องยอมเดินฝ่าพงหนามในการแบกหน้าไปกู้เงินมาลงทุน ให้พรรคฝ่ายค้านได้เย้ยหยันว่า สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกู้เงินมาสร้างหนี้เพิ่มขึ้น ก็ต้องยอมหน้าหนา อย่าหน้าแดงหากต้องเผชิญกับความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม การกู้เงินมาลงทุนก็มีเรื่องที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน ในการกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง การพัฒนาลุ่มน้ำ ที่บวกลบคูณหารแล้วมีมูลค่ากว่า 3.86 แสนล้านบาทนั้น คงไม่มีประชาชนคนไทย นักวิชาการคนไหนตำหนิติเตียน
เพราะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ เพื่อวิถีชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต เหมือนกับที่สมัยรัฐบาลทักษิณกู้เงินมาสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ
ตราบใดที่การใช้จ่ายเงินกู้ไม่มีการทุจริตเหมือนการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ การกู้เงินมาลงทุนยอมเกิดผลประโยชน์อย่างมากกับเศรษฐกิจไทย
แต่สำหรับการกู้เงินมาลงทุนในโครงการที่ไม่มีความเหมาะสมในหลายโครงการของรัฐบาลปูแดง ต้องคิดให้หนักว่าจะได้คุ้มเสียหรือไม่
การกู้เงินมาทำโครงการรับจำนำข้าวและทำบัตรเครดิตเกษตรกร ร่วม 2.7 แสนล้านบาท โครงการทำบัตรเครดิตมันสำปะหลังและเอทานอล 1.3 แสนล้านบาท 2 โครงการนี้มีวงเงินกู้รวมกัน 4 แสนล้านบาท ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก
เพราะที่ผ่านมาชื่อเสียงของโครงการรับจำนำเป็นที่กระฉ่อนว่ามีการทุจริตกันหนัก บรรดาโรงสีจนถึงนักการเมืองรวยกันหน้าตั้ง แต่เกษตรกรยังจนลงทุกวัน
ดังนั้น การกู้เงินที่มีรูรั่วเป็นตะกร้าเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่มีปัญหาอย่างแน่นอน
จะมีปัญหาหนักทั้งถูกตราหน้าว่า “ดีแต่กู้ตัวจริงเสียงจริง” แล้ว ยังมีปัญหาให้โดนด่า “กู้เงินมาเพื่อให้ทุจริตกันมันมั้ยปูแดง” อีกต่างหาก
นี่จึงเป็นด่านหินของรัฐบาลปูแดง จะดิ้นให้หลุดพ้นกับดักคำพูดตัวเองที่สร้างไว้ได้อย่างไร
รัฐบาลปูแดงต้องหาทางลงเลิกสร้างวาทกรรมทางการเมืองมาบิดเบือนความจริงแท้แน่นอนในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ
ประชาชนก็ควรที่จะเรียนรู้ในการรับฟังข้อคิดเห็นข้างเดียว เพื่อจะได้ไม่ถูกหลอกให้ใครเหยียบบ่าขึ้นมาเพื่อก้าวสู่อำนาจที่ปรารถนา...


