
หลักธรรมเพื่อการสร้างความสำนึกในวิถีพุทธ (ตอน ๓)
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ได้ฟังธรรมของพระอาจารย์ที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๐ ก.ค. ๒๕๕๔ มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของจิต ที่ควรหมั่นตรวจสอบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็ง มั่นคง ในวิถีสังคมที่วุ่นวายอย่างนี้
กราบนมัสการพระอาจารย์
นายฤทธิวุฒิ
วิสัชนา : กรรมวิบากมันเผาจนกว่าเราจะสำนึกว่ามันร้อน ถ้าสำนึกว่ามันร้อนเมื่อไหร่ เรียกว่าเราสะดุ้งแล้ว เราเริ่มรู้แล้วว่าเวรกรรมมันมีจริง ให้โทษกับสิ่งที่เราได้ทำ ให้เราสะดุ้งตื่นขึ้นมาว่าอย่าทำชั่ว...วิถีของปุถุชนหรือบุคคลทั้งหลายที่ยังไม่ถึงธรรม จึงถอยหลังลงทุคติ ไม่โน้มไปข้างหน้า เฉพาะพระโสดาขึ้นไป จึงเป็นผู้น้อมโน้มไปสู่ในกระแสธรรมได้เรียกว่า โสโต “ธรรมโสโต” คือไม่ลงไปทุคติแล้ว เพราะเป็นผู้เข้าสู่กระแสธรรมในอริยมรรคแล้ว จิตไม่ลงไปสู่วิถีของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานแล้ว คือมีความประพฤติ ไม่ต่ำกว่าระดับศีลธรรม หลักศีลธรรมจะเป็นเครื่องชี้วัดว่า องค์คุณพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ท่านถึงไหม!? ศีลนั้นท่านปกติไหม!? จึงต้องระวังและมั่นคงให้มากกับการรักษาศีล ด้วยจิตสำนึกที่ถูกต้องในธรรม
การรักษาจิตให้มีความสำนึก คือ ต้องรู้จักการพิจารณา การอ่านจิตตนเองอยู่ตลอดเวลาในทุกขณะจิต การจะอ่านจิตได้นั้นจะต้องมีสติกำกับจิต ให้ระลึกรู้ชอบอยู่ตลอด เราต้องมีสติ มีสติจนกว่ามันจะรู้ชอบ ถ้าขาดสติ มันก็จะขาดความรู้ชอบ สติจึงเป็นตัวธรรมะ เป็นกุศลธรรม สติเกิดเมื่อไหร่ ปัญญาก็จะตามมา และปัญหาก็จะหมดไป อกุศลจะไม่มีในจิตนั้น แม้พลั้งไปทางปาก ทางกาย ก็ไม่ถือเป็นตัวกรรม เพราะเจตนามันไม่สำเร็จตรงนั้น เรียกว่าเจตนามันไม่สื่อออกไป มันไม่มีเชื้อของการตั้งเจตนาที่จิต เช่น เราเดินไปเหยียบย่างมดแมลงตายไป ถ้าเราสำรวมระวัง แต่บังเอิญมันเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่น ใช้มือลูบไปที่ศีรษะ ถูกยุงที่เกาะอยู่ตายเข้า เมื่อเราไม่มีเจตนาจะฆ่า ก็ให้ละทันที อย่าไปเศร้าหมอง แต่ถ้าไม่มีเจตนา แล้วเรายังไปเศร้าหมองอีก ก็เป็นผลกรรมอีก ไม่เจตนาแต่ก็รับกรรมได้ เพราะอะไร อวิชชา เพราะจิตขาดการอบรมเข้าใจในธรรม
ภิกษุรูปหนึ่งก่อนสมัยพุทธกาล ปรากฏในสมัยพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกเรือขึ้นมาจากท่าน้ำคงคา แค่หญ้าติดมือ ด้วยพรากของเขียว (การพรากของเขียวในพระพุทธศาสนา เรียกว่าปาจิตตีย์ เป็นโทษในข้อปาจิตตีย์ ห้ามพรากพืชภูตคาม) ท่านยังกังขาจิตอยู่ลึกๆ แต่ท่านลืมปลงอาบัติ ปล่อยทิ้งไป นึกว่าลืมแล้ว แต่ก่อนตายจิตมันไม่ลืม จำไว้นะ จิตเป็นตัวธรรม เป็นตัวอนัตตา นอกเหนือความควบคุมที่จะให้เป็นไปตามปรารถนา มันต้องสำแดงตามเหตุตามปัจจัยของมัน จึงมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา มันเก็บอะไรไว้ อย่าคิดว่ามันลืม เราอาศัยการเคลื่อนไหวในวิถีอารมณ์ แต่จิตนั้นมันจดจำทุกอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา วันนี้เราอาจจะอยู่ที่อารมณ์นี้ แต่อารมณ์ต่างๆ มันไปอยู่ที่ภาวะจิตที่มันซับไว้หมดแล้ว ตัวจิตนี่แหละเป็นตัวเจ้ากรรมนายเวรของเราที่แท้จริง... เราทำอะไรไว้ทั้งหมด ลองดูสิ เวลาใกล้จะตาย (พูดชัดๆ ไม่ใช่ทฤษฎี อาตมาผ่านมาหมดแล้ว) อาการจิตใกล้จะตาย มันออกมามากมาย เรื่องที่เราไม่คิดมันก็จะออกมา เรื่องดีๆ ไม่ออกด้วยนะ ถามว่าทำไม ก็ต้องตอบว่า เป็นลักษณะธรรมชาติของธาตุสังขารธรรม ซึ่งมักจะชอบสำแดงพฤติจิตทางอกุศลเป็นธรรมดา
อ่านต่อฉบับวันจันทร์







