posttoday
ราชบุรี

ราชบุรี

07 กรกฎาคม 2554

การเดินทางไป จ.ราชบุรี และเพชรบุรี กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คราวนี้ไม่ได้ไปดูโอ่งหรือชิมขนมหวาน แต่ไปดูวิถีและใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องถิ่นที่แตกต่างอาชีพ และไปเรียนรู้ชีวิตกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่

การเดินทางไป จ.ราชบุรี และเพชรบุรี กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คราวนี้ไม่ได้ไปดูโอ่งหรือชิมขนมหวาน แต่ไปดูวิถีและใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องถิ่นที่แตกต่างอาชีพ และไปเรียนรู้ชีวิตกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่

เริ่มต้นตั้งแต่เส้นทาง จ.ราชบุรี ที่ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลั๊ก อ.ดำเนินสะดวก ที่เคยเป็นสถานที่ตั้งของตลาดน้ำดำเนินสะดวกในอดีต แต่เมื่อตลาดน้ำดำเนินสะดวกย้ายไปอยู่ที่ใหม่ทำให้ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลั๊กเงียบเหงาลงไปถนัดตา แต่ความเงียบที่เข้ามาแทนที่ก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งเพราะทำให้นักท่องเที่ยวเห็นวิถีชีวิตริมน้ำของจริงแบบไม่ตบแต่ง ยังเห็นแม่ลูกอาบน้ำที่ท่า เห็นคุณป้าซักผ้ากองโต แล้วยังเห็นควันโขมงจากร้านอาหารในลำเรือ ต่างจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่ไม่เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลองเพราะเรือทุกลำต่างตั้งหน้าตั้งตาขายของให้นักท่องเที่ยว และภาพชุมชนริมคลองก็มีน้อยเพราะส่วนมากเป็นร้านขายของที่สร้างขึ้นมาใหม่ จากการสอบถามคนพื้นที่ทราบว่าตลาดน้ำดำเนินสะดวกปัจจุบันเป็นคลองที่ขุดขึ้นใหม่ให้เป็นเส้นทางขายสินค้าโดยเฉพาะที่จะเปิดบริการทุกวัน ดังนั้นตลาดน้ำดำเนินสะดวกจึงกลายเป็นห้างสรรพสินค้าไป แปรเปลี่ยนสภาพจากเมื่อก่อนที่ยังเห็นภาพของชุมชนร่วมกับอาชีพค้าขาย

เมื่อเข้าสู่ ต.บ้านเลือก ที่จะพลาดไม่ได้กับการไปสักการะพระศรีอาริย์ที่วัดพระศรีอาริย์ วัดที่ภายในพระอุโบสถใช้ทองคำในการประดับประดาทั้งหลัง พระศรีอาริย์เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีลักษณะเด่นที่ลายการจับจีบของจีวรและตาลปัตรด้านหน้าองค์พระพุทธรูปที่มีช่องว่างตรงกลาง และหากใครอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับวัดที่ละเอียดควรเดินไปหาพี่สายเพ็ชร สีหะจันทร์ เจ้าหน้าที่ประจำกองอำนวยการที่ตึกอำนวยการวัด เพราะพี่สายเพ็ชรจะเล่าทุกสิ่งที่เธอรู้ด้วยความเร็วและครื้นเครงจนทำให้คนฟังกลัวว่าพี่เธอจะขาดอากาศหายใจ

จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองมอญที่ ต.บ้านม่วง ชาวชุมชนบ้านม่วงและบริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำแม่กลองส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายมอญที่อยู่ร่วมกับกลุ่มชนอื่น เช่น ไทย จีน ลาว ญวน เขมร และกะเหรี่ยง ทำให้เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และคนในชุมชนบ้านม่วงยังมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับประเพณีและความเชื่อดั้งเดิม ทำให้ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องมอญศึกษาที่สำคัญ เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงที่ตั้งอยู่ในวัดม่วง ภายในจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชาวมอญทั้งในมิติของวัฒนธรรม การแต่งกาย เครื่องใช้ และประเพณีต่างๆ รวมไปทั้งชุมชนมอญในไทยที่ได้ระบุไว้ว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่ในสมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี หรืออยุธยา

ได้มีโอกาสสนทนากับตาเจือ คนไทยเชื้อสายมอญที่อาศัยอยู่ที่ ต.บ้านม่วง มาเกือบ 70 ปี ตาเจือบอกว่าคนในชุมชนบ้านม่วงนี้ไม่ใช่ชาวมอญแท้แต่เป็นลูกครึ่งกันทุกคน และไม่อยากให้คนอื่นๆ มองว่าคนเชื้อสายมอญไม่ใช่คนไทยเพียงเพราะเราพูดภาษามอญ แต่งตัวแบบมอญ และกินแบบมอญ เพราะสมัยนี้คนไทยแท้ๆ นั้นหายากเต็มที บ้างก็ครึ่งจีน ครึ่งฝรั่ง หรือครึ่งลาว ครึ่งพม่า แต่เราอาจมองไม่รู้เพราะพวกเขาไม่แสดงออกความเป็นต่างชาติอีกครึ่งหนึ่งที่พวกเขามีออกมา ซึ่งเรื่องนี้ตาเจือเข้าใจเพราะเมื่อเราอยู่ในประเทศอะไร เราก็อยากเป็นคนประเทศนั้น เฉกเช่นกับลูกหลานเชื้อสายมอญที่ในตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนที่สนใจศึกษาภาษามอญและแต่งตัวอย่างมอญ และในไม่ช้าพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงอาจจะกลายเป็นห้องเรียนประวัติศาสตร์ของชาวมอญ ถ้าคำพูดของตาเจือที่บอกว่าลูกหลานชาวมอญจะลืมความเป็นมอญมันกลายเป็นเรื่องจริง

ถัดจาก จ.ราชบุรี ขอต้อนรับเข้าสู่ จ.เพชรบุรี ที่อยู่ใกล้กัน จังหวัดนี้พื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทยยาวประมาณ 82 กม. ตั้งแต่บางตะบูนเรื่อยไปจนถึงแหลมผักเบี้ยสถานที่ที่มีหมู่บ้านประมงรวมตัวกันอยู่ ที่หมู่บ้านประมงแหลมผักเบี้ยได้มีการก่อตั้งธนาคารปูม้าขึ้นในชุมชน เพื่อเป็นที่ให้ปูม้าฟักตัวก่อนปล่อยลงทะเล พี่นิรันดร์ ประธานกลุ่มธนาคารปูม้าเล่าให้ฟังว่า ธนาคารปูม้าของหมู่บ้านช่วยเพิ่มปริมาณปูม้าในทะเลได้ถึง 56 เท่า พิสูจน์ได้จากปริมาณปูที่จับได้ตกเมื่อก่อนได้เพียง 10 กก. แต่ปัจจุบันจับปูม้าได้มากถึง 5060 กก. โดยที่สมาชิกกลุ่มประมาณ 80 คน จะนำปูม้าที่มีไข่ที่จับได้จากทะเลมาเลี้ยงไว้ในถังเลี้ยงที่ธนาคารเพื่อรอวันให้ไข่ฟักตัว เมื่อฟักแล้วก็จะปล่อยลูกปูม้าเหล่านั้นกลับคืนสู่ทะเล เพราะหากไม่มีการตั้งธนาคารเช่นนี้ ชาวบ้านจะนำปูม้าที่มีไข่ไปขาย ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรชีวิตปูในการเพิ่มจำนวนปูม้าในทะเลต่อไป

และเมื่อเวลาน้ำลดอาชีพใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นคือการเก็บหอย ชาวบ้านหมู่บ้านพะเนินจะเดินเก็บหอยกันวันละสองครั้งตามเวลาน้ำลงในแต่ละวัน หอยที่เก็บได้ส่วนมากจะเป็นหอยแครง แต่ก็อาจพบหอยปากเป็ด หอยขาว และหอยเสียบด้วย ที่บริเวณทะเลโคลนของหมู่บ้านนอกจากคนในท้องที่แล้วยังมีคนต่างหมู่บ้านและต่างจังหวัดเข้ามาร่วมเก็บหอยนับร้อยๆ คน ซึ่งในเรื่องนี้ประธานท่องเที่ยวชุมชนบ้านพะเนินบอกว่า อยากให้ทางตำบลออกกฎแบ่งพื้นที่ทำกินระหว่างคนในท้องถิ่นกับคนนอกพื้นที่ เพราะในขณะนี้เกิดภาวะแย่งกันเก็บหอย และหากวันใดหอยหมดไปหรือเหลือน้อยลงเต็มทีคนที่เดือดร้อนจะเป็นคนบ้านพะเนิน ไม่ใช่คนนอกที่คงจะหันหลังให้และไปหาแหล่งทำกินแห่งใหม่ต่อไป

แต่เมื่อมาดูการหารายได้จากหอยที่ปากอ่าวบางตะบูนจะทำให้รู้ว่าการเดินเก็บหอยที่หมู่บ้านพะเนินนั้นช้าเกินไป เพราะที่บางตะบูนจะเลี้ยงหอยเป็นฟาร์ม ทั้งฟาร์มหอยแครงและหอยแมลงภู่ ฟาร์มนั้นคือพื้นที่ผืนทรายใต้น้ำ ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามเจ้าของฟาร์มหอยแครงทำให้ทราบว่าเจ้าของฟาร์มคนหนึ่งจะมีพื้นที่อย่างต่ำ 10 ไร่ เวลาในการทำฟาร์มหอยแครงคือ 1 ปี และเมื่อครบปีจะขายหอยในฟาร์มทั้งหมดได้รายได้อย่างต่ำที่ประมาณ 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าใครมีพื้นที่ใหญ่กว่ากัน โดยเจ้าของฟาร์มต้องเสียค่าน้ำให้กรมประมงไร่ละ 80 บาทต่อปี

ความแตกต่างระหว่างสองสถานที่มันทำให้เห็นวิถีชีวิตที่ต่างกัน การทำฟาร์มหอยจะสบายกว่าและได้เงินมากกว่า แต่การเดินเก็บหอยต้องลงแรงมากกว่าและได้เงินเพียงหยิบมือ แต่ชาวบ้านที่พะเนินก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบากและยังมีชีวิตที่เป็นสุขในเขตพื้นที่ของตน

ชีวิตของผู้คนในสองจังหวัดที่แม้พื้นที่จะอยู่ติดกันแต่เรื่องราวของคนมันไม่เหมือนกันเลย เพราะด้วยประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน ภูมิศาสตร์ที่ต่างกัน และลักษณะของการดำรงชีวิตที่ต่างกัน ทำให้แต่ละชุมชนมีเอกลักษณ์และเรื่องราวให้เรียนรู้ไม่หยุดหย่อน แต่นี่เป็นเพียงพื้นที่ขนาดเล็กๆ ในประเทศไทย เมืองไทยยังมีอีกหลายชีวิตให้รู้ให้เข้าใจอีกมาก ซึ่งคุณก็สามารถเรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตได้ด้วยตัวเอง แค่เอ่ยปากคุยกับคนในท้องถิ่นผู้ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดมากกว่าไกด์บุ๊กเล่มไหนๆ

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน