
เครือข่ายสังคม(กวี)ไม่เคยตาย
แม้อัตราการรู้หนังสือในสมัยอยุธยาจะต่ำเตี้ย แต่บันทึกของนักแรมทางจากปารีสยกย่องให้ชาวสยามเป็นนักกลอนที่โวหารแก่กล้าที่สุด
แม้อัตราการรู้หนังสือในสมัยอยุธยาจะต่ำเตี้ย แต่บันทึกของนักแรมทางจากปารีสยกย่องให้ชาวสยามเป็นนักกลอนที่โวหารแก่กล้าที่สุด
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ราวเดือน เม.ย.-พ.ค. ปี ค.ศ. 1749 ควรเป็นช่วงเวลาที่ชาวปารีสรื่นรมย์กับสายลมเย็นชื่นของฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศบ้านเมืองในขณะนั้น ควรสงบสุขและสันติ ภายใต้พระบารมีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งจะทรงปกครองประเทศมานานถึง 59 ปี ในอนาคตอีกไม่นาน พระองค์จะได้รับการจารึกพระนาม|เป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ราชวงศ์บูร์กบอง
แต่การณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมืองหลวงของฝรั่งเศสกลับตกอยู่ในสภาพอึมครึม ผู้คนต้องแบกความไม่พอใจอย่างล้นเหลือ จากปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลวแหลกในราชสำนัก และความอัปยศจากสงคราม 7 ปี ท้ายที่สุดฝรั่งเศสต้องละความหยิ่งผยอง ยอมลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเสียหน้า
ความอัดอั้นตันใจเหล่านี้มิได้ปลุกระดมมวลชน ให้กล้าออกมาลุกฮือ เพราะการกระทำเช่นนั้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเข้มข้น ย่อมหมายถึงการถูกโยนเข้าไปนอนให้แมลงสาบไต่ในคุกบาสตีลย์ ปราศจากการอุทธรณ์
มวลชนเลือกที่จะเพลย์เซฟ ปล่อยให้ “บทกวี” ออกหน้า สะท้อนความไม่พอใจต่อองค์อธิปัตย์แทนตน
ในยุคที่หนังสือพิมพ์ยังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย และโลกออนไลน์ยังเป็นเพียงจินตนาการที่ยังมาไม่ถึง การกระจายข่าวสารที่รวดเร็วที่สุด ย่อมเป็นการบอกเล่าปากต่อปาก และวิธีที่จะรักษา “สาร” ที่ถ่ายทอดจากปากต่อปากไม่ให้แปรเนื้อหาและความนัยได้ดีที่สุด ย่อมเป็นการแต่งสารจากร้อยแก้ว ให้เป็นร้อยกรอง
จังหวะของฉันทลักษณ์ง่ายๆ กับคำศัพท์ง่ายๆ แต่แฝงนัยลึกซ้ำ เป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูลข่าวสารชั้นยอด เหมือนพระไตรปิฎกที่ร้อยความเป็นคาถา สามารถท่องจำได้เกือบทั้งหมดหากอุตสาหะพอ
จึงไม่น่าแปลกใจ สังคมมุขปาฐะ หรือสังคมที่เน้นเรื่องเล่ามากกว่าเรื่องอ่าน ผู้คนตั้งแต่ชั้นสูงสุดถึงต่ำสุด จึงมักเชี่ยวชาญในเชิงกาพย์กลอนมากเป็นพิเศษ ดังเช่นสังคมไทย ที่แม้อัตราการรู้หนังสือในสมัยอยุธยาจะต่ำเตี้ยติดดิน แต่บันทึกของนักแรมทางจากปารีสยกย่องให้ชาวสยามทั้งหญิงและชาย เป็นนักกลอนที่โวหารแก่กล้าที่สุด
ฝรั่งเศสอันเป็นแดนแห่งปัญญาของยุโรป ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน ด้วยปัญญาชนมีเพียงหยิบมือ ส่วนมวลชนที่ไม่พึงประสงค์กับรัฐบาล แต่ไม่รู้ความในหนังสือ คนเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ของประเทศ และมีมากมายนับล้านคน
กลางฤดูใบไม้ผลินั้น บทกวีสองแง่สองง่ามทางการเมืองเริ่มแพร่กระจายไปทั่วปารีสราวกับไฟลามทุ่ง
บาทแรกของบทกวีแรกที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วขึ้นต้นว่า Monstre dont la noire furie ... หรือ “อสูรกายห่มร่างด้วยขนสีกาฬ” ยังมีอีกหลายบท แต่บทหนึ่งเป็นที่จดจำไม่แพ้บทแรก ขึ้นต้นว่า Peuple jadis si fier, aujourd'hui si servile หรือ “ประชาชนเคยหยิ่งผยอง บัดนี้กลับต้อยต่ำเหลือคณา”
แม้เนื้อความจะอิหลักอิเหลื่อยากแก่การตีความสำหรับชนชั้นปกครอง แต่สามัญชนย่อมทราบความนัยเป็นอย่างดี ด้วยเนื้อหาของบทกวีแต่งขึ้นจากคำบริภาษอย่างอ้อมๆ (เพราะกลัวคุก) ของประชาชนนั่นเอง
“อสูรกายห่มร่างด้วยขนสีกาฬ” หมายถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ส่วนบทที่สอง “ประชาชนเคยหยิ่งผยอง บัดนี้กลับต้อยต่ำเหลือคณา” หมายถึงความตกต่ำของประเทศภายใต้การปกครองอันเหลวแหลก การปราชัยสงครามในทางพฤตินัย และมุขมนตรีกับราชันย์ที่ไม่เคยเหลียวแลประชาชน
ความนัยเหล่านี้ ชาวบ้านร้านตลาดเข้าใจในทันที และความที่เป็นบทกวีจึงติปาก และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ต้นสายและปลายเหตุ แต่กับเจ้าหน้าที่ทางการต้องใช้เวลาอีกนานโขกว่าจะทราบบทกวีที่โด่งดังที่สุดในปารีส คือคำกระทบกระเทียบชนชั้นสูง
ในห้วงหอมหวนของมวลบุปผา และกลางสายลมเย็นจับใจ ชาววังแวร์ไซลย์กลับร้อนรุ่ม หะแรกที่บทกวีเดินทางจากปารีสถึงเมืองแวร์ไซลย์ พระเจ้าหลุยส์ทรงร้อนรนเหลือประมาณ มีพระราชปรารภ หมายจะนิวัตกรุงปารีสเพื่อกระตุ้นความนิยมในตัวพระองค์ที่ตกต่ำลง หลังจากที่ราชันของชาวฝรั่งเศสเก็บพระองค์แต่ในวังสวยหรูชานเมืองหลวง จนขาดการรับรู้ความทุกข์ยากของประชาชน
แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่คำปรารภ
อีกทั้ง ไม่นานเกินรอมีคำสั่งมาถึงเจ้ากรมตำรวจนครบาลกรุงปารีส ให้ลากตัวต้นตอกระจาย “กวีเถื่อน” ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ท่านเจ้ากรมรับคำสั่งอย่างแข็งขัน สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและเครื่องแบบ สายลับและไม่ลับ เฝ้าสอดส่องผู้ต้องสงสัย ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า ต้องเป็นปัญญาชนเท่านั้นที่สามารถแต่งบทกวีแฝงนัยระหว่างบรรทัดได้อย่างแนบเนียน
ข้อสังเกตของตำรวจไม่ผิด ไม่กี่วันหลังจากกบดานเก็บข้อมูลตามคาเฟ่ (ร้านกาแฟและเครื่องดื่มสำหรับถกเถียงเชิงปรัชญาและการเมืองมิใช่สถานที่สำหรับคล้องมาลัยแบงก์พันให้นักร้อง) สายข่าวพบผู้ต้องสงสัยรายแรก ฟรังซัวส์ โบนีส์ นักศึกษาแพทย์
ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ การกระจายข่าวจากบุคคลไปอีกบุคคลเป็นไปอย่างสายฟ้าแลบไม่แพ้เครือข่ายสังคมประชาชนแบบปากต่อปาก หลังจากที่สาย (จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่ทราบว่าคือใคร) ชี้ตัว โบนีส์ ข่าวนี้ลิ่วไปถึงหูผู้ตรวจการตำราของรัฐบาล ถึงรองเจ้ากรมตำรวจ ถึงหูรัฐมนตรีกลาโหมและเทศมนตรีนครปารีส และกลายเป็นคำสั่งถึงนายตำรวจปารีส ให้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยในทัน
คืนนั้น โบนีส์ ถูกอุ้มเข้าไปนอนจับแมลงสาบในคุกบาสตีลย์ไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่ใช่ว่านี้ คือชัยชนะของรัฐบาล
ภายหลังการสอบสวน โบนีส์ ให้การซัดทอดว่าได้บทกวีมาจาก ฌอง เอดูอาร์ด อาชีพนักบวช เอดูอาร์ด จึงถูกเชิญมายังคุก ให้การว่าได้บทกวีมาจาก อาแกงแบร์ เดอ มองตาญ นักบวชรูปหนึ่ง มองตาญ ซัดทอดไปถึงนักบวชที่ชื่อ อเล็กซีส์ ดูชาสต์ ซึ่งอ้างว่าได้มาจากนักศึกษานิติศาสตร์ชื่อ ฌัก มารี อัลเลร์ ฝ่ายอัลแลร์ เมื่อเข้าคุกก็สารภาพว่าได้มาจาก เดอนีส์ หลุย ชูเรต์ เสมียนรับรองเอกสาร ชูเรต์ สารภาพว่าได้มาจาก ลูเซียง ฟรังซัวส์ ดู โชฟูร์ นักศึกษาปรัชญา ดู โชฟูร์ โบ้ยไปให้เป็นฝีมือของเพื่อนร่วมชั้นชื่อ วาร์กมงต์ ซึ่งถูกลากไปยังคุกบาสตีลย์ในเวลาต่อมา หลังจากหลบหนีอยู่ระยะหนึ่ง เจ้าตัวคายออกมาว่า ได้บทกวีจากเพื่อนชื่อ โมแบร์ เดอ เฟรอเนอร์ส
ทางการพยายามตามล่า แต่ไม่อาจพบร่องรอยของชายคนนี้ ราวกับไล่ตามอากาศธาตุ
คดีนี้เป็นที่ฮือฮาไปทั่วประเทศ เพราะเกี่ยวพันกับปัญญาชนทุกระดับอาชีพ ในเวลาต่อมาเรียกขานกันว่า “L'Affaire des Quatorze” หรือ “คดี 14 ราย”
ถึงควานหามือปล่อย “บทกวีเถื่อน” ได้ถึง 14 ราย แต่จนแล้วจนรอดจนถึงบัดนี้ ทางการและนักประวัติศาสตร์ ยังมืดแปดด้าน ใครกันแน่ที่แพร่บทกวีเพียงไม่กี่บท ซึ่งสร้างเครือข่ายสังคมแบบปากต่อปากอันทรงพลัง ถึงขนาดทำให้พระเจ้าหลุยส์ทรงหวั่นพระทัย กลายเป็นการไล่ล่าที่ใช้เครือข่ายขนาดใหญ่ แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
ถึงจะใช้เวลาอีกหลายสิบปีหลังคดีนี้ กว่าจะเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่นักประวัติศาสตร์ไม่น้อยเชื่อว่า “L'Affaire des Quatorze” คือต้นตอของกระแสความไม่พอใจ และตัวอย่างสำหรับส่งข่าวสารจากปากต่อปาก เพื่อก่อม็อบล้มรัฐบาล
โรเบิร์ท ดาร์นตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐ ค้นคว้าปรากฏการณ์นี้ และเผยแพร่ในหนังสือชื่อ Poetry and the Police : Communication Networks in Eighteenth-Century Paris ชี้ว่า ข้อมูลในเครือข่ายมักไม่มีที่มาที่ไป เกิดขึ้นจากมือปริศนา เสริมต่อและขัดเกลาโดยอีกไม่ถ้วนคน จนสอดคล้องกับความพอใจและวัตถุประสงค์ของมหาชน ที่สำคัญ ข้อความนั้นต้องทรงพลัง และกระตุกหัวใจคนทุกชนชั้น
ดาร์นตัน ตั้งข้อสังเกตว่า แม้สังคมนั้นจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ข่าวสารพร้อมที่ส่งต่ออย่างรวดเร็วเกินคาด และข้อมูลที่แพร่ผ่านเครือข่ายราวกับโรคระบาด (Viral) ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านโลกออนไลน์เสมอไป ถ้าหากจัดเรียงถ้อยคำให้ง่ายแก่การจดจำ ดังในรูปของบทกวี เรื่องตลกโปกฮา หรือบทเพลง แม้จะเป็นข้อมูลที่ยากที่สุด คนที่ไม่รู้หนังสือสักตัวก็ซาบซึ้งได้
ขอให้ลองดูที่การลุกฮือในโลกอาหรับและกระแสต้านผู้มีอำนาจในจีน ถึงรัฐบาลจะปิดกั้นเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ไม่อาจปิดกั้นบทกวีหรือบทเพลงต่อต้าน ที่ต่อกันจากใจถึงใจได้
อาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่จะล้มระบอบการปกครองหนึ่งลงได้ มิใช่อาวุธ แต่เป็นการถ่ายทอดข้อมูล ข้อเท็จจริง และความไม่พอใจต่อผู้ปกครอง จากประชาชนไปสู่ประชาชน
ต่อให้ไม่มี Facebook หรือ Twitter มหาชนผู้เสรี ย่อมแสวงหาทางออกไปสู่หนทางที่ตนพึงพอใจ ได้อยู่ดี







