
คำตอบสุดท้ายของชาวบ้าน
“ใครอยากได้เงิน 300 ล้านบาท ยกมือขึ้นครับ?”
“ใครอยากได้เงิน 300 ล้านบาท ยกมือขึ้นครับ?”
โดย..ภาสทร พุทธิชีวิน
เพื่อนผมคนหนึ่งถามขึ้นในหมู่พวกเราที่ลงพื้นที่ดูงานกิจกรรมการประหยัดพลังงานของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
“ถ้าอยากได้เงิน 300 ล้านบาท รีบติดต่อเลยครับ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตโดยด่วน” เขากล่าวเป็นประโยคต่อมาอย่างเป็นปริศนา
หลังจากทุกคนในวงขมวดคิ้วได้ไม่นานนัก เขาก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกำลังมีแนวคิดที่จะให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศเสนอตัวเข้ามา เพื่อคัดเลือกว่า อบต.ใดบ้างที่เหมาะสมเป็นพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้า
ไอ้โรงไฟฟ้าที่ว่านี้ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ครับ พอเอ่ยถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภาพของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ จ.ลำปาง ก็ผุดขึ้นมาหลอนชาวบ้านชาวช่องทันที ทั้งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตพยายามชี้แจงแล้วชี้แจงอีกว่า เทคโนโลยีของการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหินนั้นปลอดภัยสุดๆ
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมักจะชี้แจงว่า เทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบัน มีการพัฒนาให้สามารถดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้เกือบ 100% จนมลพิษที่ออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ
ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าปี 2553-2573 หรือแผน PDP 2010 นั้น กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ จำนวน 9 โรง รวม 7,200 เมกะวัตต์ ซึ่งภายในปี 2556 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะต้องสรุปว่า จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไหนบ้าง แต่เท่าที่ทราบปัจจุบันยังสรุปไม่ได้เลยครับ เพราะไม่ว่าจะเข้าไปสำรวจตรงไหน ก็เจอประท้วงต่อต้านไปเสียทุกครั้ง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเลยมีแนวคิดว่า ถ้า อบต.แห่งไหนสนใจจะให้มีโรงไฟฟ้าขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ของตัวเองแล้ว อบต.นั้นก็จะได้เงินอุดหนุนจากเงินกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้าประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี แม้ในขณะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่นั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็จะคัดสรรงบประมาณให้ชุมชนนำไปพัฒนาก่อนที่โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่อง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตคลอดโมเดลนี้ออกมา เพราะคาดว่าน่าจะลดกระแสต่อต้านจากชาวบ้านได้...นั่นคือความเชื่อของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จะผิดหรือถูกผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่ในความคิดของผมแล้ว ผมกลับเชื่อโดยสนิทใจเลยว่าไม่มี อบต. หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่ไหนยกมือเห็นด้วยหรอกครับ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...ผมจะพาไฟดูกันครับ
จริงๆ แล้ว เงินกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้าไม่ใช่ของใหม่ แต่มีมาสักพักใหญ่แล้ว กล่าวคือ โรงไฟฟ้าทุกชนิด ไม่ว่าของรัฐบาลหรือของเอกชน ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตาม จะต้องจัดสรรรายได้จากการขายไฟฟ้าให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งการจัดสรรรายได้ให้ชุมชนมีตัวคำนวณอยู่ 2 ตัว คือ ขนาดของโรงไฟฟ้า และเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิต
เมื่อโรงไฟฟ้าจ่ายเงินให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ชุมชนก็จะนำเงินจำนวนนี้ไปพัฒนา และช่วยเหลือคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่มีโรงไฟฟ้าในชุมชนของพวกเขา
ถ้าการได้เงินของชุมชนต่างๆ ทำให้คนในชุมชนมีความสุข อยู่ดีกินดี โรงไฟฟ้าก็น่าจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศไปแล้ว จริงหรือไม่ครับ แต่ที่เราเห็นทุกวันนี้ก็คือ การประท้วงและการต่อต้านในทุกพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้า
เมื่อเป็นเช่นนี้การคลอดนโยบายการแจกเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต คงยังไม่เพียงพอเป็นแน่ นั่นเนื่องจากว่าการแก้ไขปัญหานี้คงต้องมองไปถึงกระบวนการในการคิดหาพลังงานของการไฟฟ้าไทย คือ ต้องทบทวนและคิดใหม่ทั้งระบบ
ลองคิดดูครับว่า สถานที่แห่งหนึ่งมีการใช้พลังงานมาก แต่ไปผลิตพลังงานในอีกที่หนึ่ง ซึ่งเขาใช้พลังงานเพียงนิดหน่อย แต่พวกเขาทั้งหมดต้องรับผลกระทบเต็มๆ จากโรงไฟฟ้า และเมื่อพวกเขาเริ่มโวย ก็จะมีคนลงไปทำความเข้าใจกับพวกเขาเหล่านั้น ให้เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ โดยการเสียสละให้มีการตั้งโรงไฟฟ้าในชุมชนของพวกเขา
ด้วยกระบวนการคิดแบบนี้ จึงนำมาสู่ความขัดแย้งในแทบทุกพื้นที่
หลายครั้งแล้วที่พูดกันว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีหน้าที่หาพลังงานให้ครบตามความต้องการของประเทศ ในปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตทำอยู่ก็จริง แต่ทำในฐานะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าและขายไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน
ถึงตอนนี้ผมเสนอให้ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูใหม่ดีหรือเปล่าครับ ลองประกาศไปเลยว่า อบต.ไหนต้องการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ให้ติดต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะปล่อยเงินกู้ให้ จะเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้าง และรับซื้อไฟฟ้าทุกหน่วยจากโรงไฟฟ้าที่ผลิตโดยชาวบ้าน
เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ชาวบ้านขายไฟฟ้าได้ ก็จะกลับคืนสู่ชุมชน การต่อต้านก็จะน่าน้อยลง เพราะเขาไม่ต้องเสียสละเพื่อใครอีกแล้ว เนื่องจากเป็นการตัดสินใจของชุมชนเสียงข้างมาก
ผมเคยคุยเรื่องนี้กับนายกเทศมนตรีคนหนึ่ง เขาบอกว่า มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และสำหรับเทศบาลของเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะจะตั้งเป็นสหกรณ์ให้ชาวบ้านสามารถถือหุ้นในโรงไฟฟ้า และรับเงินปันผลคืนทุกสิ้นปีครับ
ส่วนผลกระทบจากโรงไฟฟ้า เขาบอกว่า “เมื่อมันเป็นของพวกเราทุกคน มันจะอยู่กับพวกเราไปจนลูกหลานโต แล้วทำไมเราต้องเอาโรงไฟฟ้าที่มันจะมีผลกระทบต่อพวกเราล่ะ”
ชาวบ้านรู้ดีว่า เมืองไทยมีแดด มีลม มีลำธาร มีแกลบ มีชานอ้อย ที่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า สิ่งของเหล่านี้ก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งถ่านหิน ที่ชาวบ้านยังไม่เชื่อมั่นในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
ผมถามคำถามสุด้ทายว่า สรุปแล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินจะให้สร้างหรือไม่ เขาตอบกลับทันทีครับว่า “กูไม่เอา”







