posttoday
สาวอารมณ์ศิลป์ เจสสิกา ภาสะพันธุ์

สาวอารมณ์ศิลป์ เจสสิกา ภาสะพันธุ์

08 กุมภาพันธ์ 2553

"เจสซี่-เจสสิกา ภาสะพันธุ์" กลายเป็นนางเอกดังชั่วข้ามคืน ด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่จี๊ดใจคนทั้งประเทศ

"เจสซี่-เจสสิกา ภาสะพันธุ์" กลายเป็นนางเอกดังชั่วข้ามคืน ด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่จี๊ดใจคนทั้งประเทศ

โดย...อัคร เกียรติอาจิณ

ถามใครใครก็บอกเธอแรง...ง!!!

อะ...แฮ่ม...ที่ว่าแรงน่ะ ไม่ใช่คาแรกเตอร์เชิดๆ เริดๆ หรือสีหน้าเหวี่ยงๆ วีนๆ ของเธอหรอกครับ ดีกรีความแรงมันก็แค่อยู่ในบทบาทการแสดง "น้อย" จากหนังฆาตกรรมรำลึก "เฉือน" ต่างหาก เพราะตัวจริงเธอออกจะน่ารักมากๆ แถมมีสไตล์ไม่เหมือนหลายๆ คนที่เราเคยเจอมาก่อน

ดาวดวงใหม่ของวงการบันเทิง "เจสซี่-เจสสิกา ภาสะพันธุ์" กลายเป็นนางเอกดังชั่วข้ามคืน ด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่จี๊ดใจคนทั้งประเทศ วันนี้เธอมานั่งข้างๆ เราในลุคทะมัดทะแมง แสดงถึงตัวตนแบบสาวมั่น

 

สาวอารมณ์ศิลป์ เจสสิกา ภาสะพันธุ์ เจสซี่-เจสสิกา ภาสะพันธุ์

"ฟีดแบ็กค่อนข้างดีค่ะ พอคนเห็นก็เข้ามาทัก ใช่คนที่เล่นเฉือนหรือเปล่าเนี่ย แบบที่มองๆ เพราะไม่กล้าก็มีเยอะ แต่ถ้าคนไหนจำชื่อได้ก็จะเรียกเลย"

แม้จะเป็นถึงนางเอกน่าจับตามอง แต่เจสสิกาก็ยังเป็น เจสสิกาคนเดิมของเพื่อนๆ ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการแสดงและกำกับการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร)

"หนูเป็นคนสองบุคลิกนะ คือคุยก็จะคุยไม่หยุด คุยนั่นนี่นู่นได้ตลอด พอเงียบก็จะนิ่งไปเลย เฉยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งนั้น ส่วนเพื่อนๆ เหรอ (หยุดคิด) ก็เหมือนกับหนูนี่ล่ะ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน บ้า มั่นใจมาก...ก คาแรกเตอร์เห็นแล้วต้องอึ้งค่ะ เหมือนไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ (หัวเราะ) หนูคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลนี้ด้วยละมั้งที่อาจารย์เลือกให้เข้าเรียน มีเพื่อนประมาณ 20 กว่าคน ต่างกันหมดเลย ยิ่งตอนมาอยู่รวมกัน โอ้โฮ!!! ไม่มีใครทนได้หรอก หนีไปไหนต่อไหนแล้วไม่รู้ เพราะกลัวประสาทรับประทานกับความบ้าบอของพวกหนู"

นี่ไงจึงไม่แปลกที่คนนอกมักจะยกให้เจสสิกาเป็นสาวอารมณ์ศิลป์ตัวแม่ มีโลกส่วนตัวสูง มีความเป็นตัวเองสูง มีความมั่นใจสูง แต่ลึกๆ ข้างในเธอก็มีอารมณ์อ่อนไหวซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อย หากได้สัมผัสใกล้ชิดก็จะรู้ว่าผู้หญิงอย่างเจสสิกาอาจไม่เป็นเหมือนทุกสิ่งอย่างเช่นที่สายตาเห็น

"นักแสดงคือคนที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากตัวหนังสือเป็นภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้คนดูได้อิ่มกับอารมณ์ที่กำลังแสดง นักแสดงที่ดีต้องเป็นผู้ถ่ายทอดที่ดี เข้าถึงบทบาทที่ได้รับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักแสดงจะทำได้ทุกอย่างในโลกใบนี้นะคะ นักแสดงทุกคนย่อมมีความสามารถต่างกัน อยู่ที่ว่าสวมบทบาทใดและเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่"

การแสดงและกำกับการแสดงไม่ใช่สาขาที่เจสสิกาฝันอยากเรียนที่สุด เพราะจริงๆ เธอมีสาขาในดวงใจคือ อินทีเรียร์ ดีไซน์ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องการวาดรูปที่ไม่ได้เก่งกาจ บวกกับขั้นตอนการสอบเข้าที่ยุ่งยาก ก็เลยทำให้เจสสิกาต้องผันตัวเองมาเลือกเรียนสาขาการแสดงและกำกับการแสดง

"อินทีเรียร์ นี่อยากเรียนมานานแล้วค่ะ ตั้งใจมากๆ ถึงขั้นไปติววาดรูปตอนมัธยมควบคู่กับการเรียนการแสดงที่ภัทราวดีเธียเตอร์ แต่พอมาดูถึงความเป็นไปได้ อย่างเรื่องวาดรูป รู้สึกว่าตัวเองฝีมือแย่นะ ตอนนั้นเพื่อนๆ บอกว่า ที่ มศว มีการสอบตรงสาขาการแสดงและกำกับการแสดง เอาวะ...สอบก็สอบ แล้วเกิดได้ซะงั้น ก็เลยเรียน พอมาเรียนก็โอเค ส่วนหนึ่งเพราะมันได้ลงมือปฏิบัติจริง มีกิจกรรมให้ทำตลอด ปี 1 ปี 2 ได้เล่นละครทีสิสให้รุ่นพี่ ปี 3 ได้ทำละครรุ่น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ต้องจัดการทั้งหมด ละครจะแบ่งเป็น 3 เรื่องต่อกัน หนูรับหน้าที่แสดงในเรื่องแรก สนุกมาก ทำให้ไม่เบื่อที่จะเรียนมัน"

ประสบการณ์ในห้องเรียนหาได้จากตำราและอาจารย์ ประสบการณ์นอกห้องเรียนหาได้จากพรแสวงของคนคนนั้น ความที่เจสสิกาเป็นคนไม่หยุดนิ่ง กล้าและบ้า (มากพอ) เธอจึงมุ่งไปค้นหาประสบการณ์จริงบนโลกมายา ด้วยการรับจ๊อบต่างๆ ตั้งแต่เป็นตัวประกอบเล็กๆ ในโฆษณา ขยับมาเล่นคู่นางแบบชั้นนำ เล่นละครเวทีควบละครใบ้ จนได้เลื่อนขั้นนั่งแท่นนางเอกเต็มตัว ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นเพราะตัวเธอเองทั้งสิ้น

"ถือว่าหนูโชคดีมากเลยนะที่ได้นำสิ่งที่ตัวเองเรียนมาใช้จริงกับงาน ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้เป๊ะๆ ตามที่ตำรา หรืออาจารย์สอน แต่พื้นฐานที่ปูทางไว้ก็ช่วยได้เยอะทีเดียว ที่เหลือมันต้องขวนขวายเอาเอง และบางทีต้องปรับตามกระบวนการคิดของคนอื่นด้วย สิ่งที่หนูได้เรียนรู้คือวิธีการทำงานที่ต่างกันระหว่างละครเวทีกับหนัง หนังสามารถเทคใหม่ได้ถ้าไม่ดี มีมุมกล้องคอยช่วย เล่นซ้ำๆ ในฉากเดิมๆ ซึ่งมันยากตรงที่ทำไงให้อารมณ์เมื่อกี้เหมือนเดิมจนกว่าจะถูกใจผู้กำกับ ส่วนละครเวทีเล่นยาว ไม่สามารถเทกได้ ผิดคือผิด แต่ต้องเล่นจนกว่าจะจบฉากนั้นๆ นี่ละหนูว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ใน ห้องเรียน"

ปีนี้เป็นปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยของเจสสิกา เธอยอมรับว่าเต็มไปด้วยความท้าทาย ไหนจะต้องเตรียมตัวทำทีสิส ส่งอาจารย์ ไหนจะต้องเจียดเวลามาเป็นนักแสดง ทำเอาเธอถึงกับเหนื่อยอ่อน แต่เมื่อมองว่านั่นคือประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และคงมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับโอกาส ดีๆ สาวน้อยรายนี้จึงยิ้มร่าลั่นล้าอย่างสบายใจ

"ทีสิสที่จะทำส่งอาจารย์หนูก็รับผิดชอบเรื่องการแสดง เพื่อนอีก 5 คน จะดูเรื่องกำกับและการออกแบบทั้งหมด เช่น ฉาก เสื้อผ้า แสง เสียง เพราะหนูว่าหนูคงเหมาะ กับการแสดงมากกว่า แต่การกำกับก็ชอบนะ แค่รู้สึกว่ามันหนักเกินไปสำหรับตัวเองหรือเปล่า (หัวเราะหน้าเป็น) ยิ่งตอนที่ถ่ายหนังเหนื่อยมาก กว่าจะผ่านแต่ละฉากได้ แทบหมดแรงเลยล่ะ

หนูว่าการทำงานกับเพื่อนยากนะ มันเป็นเหมือนแบบฝึกหัดที่จะพิสูจน์ถึงความหนักแน่นทางอารมณ์ของแต่ละคน จากประสบการณ์ที่เคยร่วมงานมา ทุกคนต่างมีความคิดคนละอย่าง คนนี้อีโก้ คนนั้นอีโก้ ก็จะไม่ยอมกันง่ายๆ แต่ละคนพยายามสร้างกำแพงกั้นตัวเองไว้ไม่ให้ใครเข้าถึง หนูก็เคยเป็น สิ่งที่จะทำให้งานสำเร็จคือต้องทลายกำแพงลงก่อน จากนั้นเปิดใจคุยกันอย่างหมดเปลือก ถ้าไม่เปิดใจ ไม่คุยกันนี่ งานอาจพังง่ายๆ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ มันก็ยากที่จะเดินไปสู่เป้าหมายใหญ่ที่วางไว้ได้"

ข่าวล่าสุด

กรุงเทพฯรับบทเมืองคอนเสิร์ต ดันยอดค้นที่พักพุ่ง590%

กรุงเทพฯรับบทเมืองคอนเสิร์ต ดันยอดค้นที่พักพุ่ง590%