
เสียงธรรมจากหลังกำแพง (ตอน ๑)
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
กระผมมีปัญหาจะขออนุญาตถามปัญหาข้อธรรม ๓ ข้อ
๑.เรื่องบางเรื่องปล่อยวางได้ แต่บางเรื่องปล่อยวางไม่ได้ ปล่อยแล้วแต่ไม่หลุด วางแล้วก็เกิดขึ้นมาอีก–เกิดขึ้นมาใหม่ เหมือนมีเส้นใยเล็กๆ ผูกมัดเอาไว้ จึงปล่อยวางไม่ลง มีเหตุให้เกิดขึ้นอีก ถาม จะทำอย่างไรจึงจะปล่อยวางได้หลุด–ขาดจริงๆ
๒.บางอารมณ์รู้ทัน–เมื่ออารมณ์ถูกรู้ทัน–อารมณ์นั้นจะดับลง ความปีติยินดีจะเกิดขึ้น บางอารมณ์เกิดขึ้นแล้วรู้–แต่ก็ยังสนองอารมณ์นั้น ตามอารมณ์นั้นจนกว่าจะเปลี่ยนแปลง ถาม อย่างนี้จะรู้จริงหรือเปล่า และจะทำอย่างไรโดยไม่ต้องตอบสนองอารมณ์นั้น
๓.ทุกครั้งที่มีสัมผัส–จะต้องมีอารมณ์รับรู้–ทุกครั้งที่มีอารมณ์รับรู้–จะต้องมีจิตสังขารเข้าไปปรุงแต่งให้เป็นอารมณ์ที่ชอบใจ–และไม่ชอบใจ ถาม จะทำอย่างไรจึงจะรับรู้เฉยๆ โดยไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่งอารมณ์นั้นๆ
นช.สีจัน ตาเป้า
ชมรมแสงแห่งธรรม
วิสัชนา
ขอเจริญพรโยมสีจัน ตาเป้า และสมาชิกชมรมแสงแห่งธรรม เรือนจำสมุทรสาคร ทุกๆ คน ก่อนอื่นขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งในสัมมาทิฐิ อันประกอบไปด้วยศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา การรู้จักดำรงตนอยู่อย่างมีคุณค่า ด้วยการรู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์แห่งชีวิตนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องยิ่งนัก โดยเฉพาะประโยชน์ที่เกื้อกูลให้เป็นไป เพื่อพบกับความสุข ความสงบโดยธรรม และสำคัญยิ่งคือ การรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในความเสมอกันของความเป็นสัตว์ทุกข์ที่เดินทางเคลื่อนไปในวังวนของความเกิดดับอันไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ที่กล่าวเรียกว่า วัฏสงสาร...
จากคำถามข้อที่ ๑ ของโยมสีจัน ว่า “เรื่องบางเรื่องปล่อยวางได้ แต่บางเรื่องปล่อยวางไม่ได้ ปล่อยแล้วแต่ไม่หลุด วางแล้วก็เกิดขึ้นมาอีก–เกิดขึ้นมาใหม่ เหมือนมีเส้นใยเล็กๆ ผูกมัดไว้ จึงปล่อยวางไม่ลง มีเหตุให้เกิดขึ้นอีก จะทำอย่างไรจึงจะปล่อยวางได้ หลุดได้จริงๆ...”
ในปัญหาข้อดังกล่าว อาตมาขอยกพระพุทธวจนะที่ทรงพระมหากรุณาสั่งสอนพระพาหิยทารุจิริยะ มาเป็นแนวทางในการพิจารณา ที่ได้กราบทูลถามพระพุทธองค์สั้นๆ แต่ตรงเป้าประสงค์ของสัตว์ทั้งหลายว่า “ขอทราบการปฏิบัติอย่างตัดลัดสั้นที่สุดของการสิ้นทุกข์” ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงมีพระดำรัสในเรื่องดังกล่าว อันเป็นวิสัชนาที่กระชับและสั้น อันชาวพุทธควรจดจำ โดยทรงตอบว่า... “ดูก่อนพาหิยะ เมื่อใดตาของเธอได้เห็นรูปแล้ว ก็ให้สักแต่ว่าได้เห็น เมื่อหูของเธอได้ยินเสียงใดแล้ว ก็ให้สักแต่ว่าได้ยิน เมื่อจมูกของเธอได้กลิ่นในสิ่งใดแล้ว ก็ให้สักแต่ว่าได้กลิ่น เมื่อใดลิ้นของเธอได้ลิ้มรสแล้ว ให้สักแต่เพียงว่าได้ลิ้มรส เมื่อกายของเธอได้สัมผัสในสิ่งใดแล้ว ให้สักแต่เพียงว่าได้สัมผัส เมื่อใจของเธอได้รู้ในอารมณ์ใดแล้ว ก็ให้สักแต่เพียงว่าได้รู้อารมณ์... ถ้าเธอทำใจ มีอุเบกขา เป็นกลางอยู่ (ควบคุมอารมณ์ได้ ไม่ยินดี–ไม่ยินร้าย) ตัวของเธอก็จะไม่มี (สิ้นอหังการ มมังการ) เมื่อตัวของเธอไม่มี แม้ในโลกนี้ หรือในโลกอื่น นั่นแหละคือการสิ้นสุดแห่งทุกข์ (เพราะไม่มีตัวตน เป็นผู้รับทุกข์!!)
ดังนั้น จากปัญหาข้อที่ ๑ ของโยมศรีจัน ก็คงจะเห็นแนวคำตอบว่า ทำอย่างไรจึงจะปล่อยวางได้ หลุดได้ ขาดได้จริงๆ...
จากปัญหาข้อที่ ๒ “บางอารมณ์รู้ทัน เมื่ออารมณ์ถูกรู้ทัน อารมณ์นั้นจะดับลง ความปีติยินดีก็จะเกิดขึ้น สำหรับบางอารมณ์เกิดขึ้นแล้วรู้ ก็ยังสนองอารมณ์นั้น ตามอารมณ์นั้น จนกว่าจะเปลี่ยนแปลง... ถามว่า... อย่างนี้จะรู้จริงหรือเปล่า...แล้วจะทำอย่างไรโดยไม่ต้องตอบสนองอารมณ์นั้น...”
จากคำถามที่ว่า รู้จริงหรือเปล่า!! อาตมาคงจะไม่ต้องตอบ เพราะผู้ถามได้แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า ยังรู้ไม่จริง จึงถามมา... และหากถามว่าจะทำอย่างไร โดยไม่ต้องตอบสนองอารมณ์นั้น ก็ต้องตอบสั้นๆ ว่า ต้องรู้จักโยนิโสมนสิการในเรื่องนั้นๆ เพื่อเข้าให้ถึงชั้นของความจริงที่ปรากฏมีอยู่... จะใช้การคิดแบบสืบสาวให้ถึงเหตุปัจจัย (แบบปัจจยการ) เพื่อเข้าให้ถึงสภาวะที่เป็นจริง เพื่อพิจารณาปัญหาให้เข้าใจ จะได้หาหนทางแก้ไข หรือจะคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบเพื่อมุ่งให้มองและให้รู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันเองหรือจะใช้หลักการคิดแบบสามัญลักษณ์ โดยเห็นความเป็นไปหรือเกิดขึ้น หรือดำรงอยู่อย่างเป็นธรรมดา อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







