
ใครจะแชมป์ ใครจะช้ำ
สถานการณ์ก่อนลงสนามเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา 3 ทีมหัวตารางลงเตะไป 33 นัดเท่ากัน นำมาโดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 70 แต้ม
สถานการณ์ก่อนลงสนามเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา 3 ทีมหัวตารางลงเตะไป 33 นัดเท่ากัน นำมาโดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 70 แต้ม
ตามมาด้วย เชลซี และ อาร์เซนอล ที่มี 64 แต้มเท่ากัน แต่ทีมสิงห์บลูรั้งรองจ่าฝูงจากการมีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่าคือ +34 ส่วนแข้งปืน +32
ทั้งนี้ ระยะห่าง 6 แต้มกับเกมที่เหลืออยู่ 5 นัด อาจจะดูมากพอสมควรเมื่อเทียบกับมาตรฐานของทีมผีแดง ซึ่งมีแม่ทัพคือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ช่ำชองในการลุ้นแชมป์มาตลอดนับทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อกวาดสายตามองไปยังโปรแกรมที่เหลืออยู่ ช่องว่างคะแนนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสำหรับ 2 ทีมจากลอนดอนที่มีโอกาสลุ้นไล่ตามให้ทัน เพราะทีมผีแดงเหลือคิวฟาดแข้งต้องเจอกับทั้งอาร์เซนอล และเชลซี
จับพลัดจับผลู แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ทั้ง 2 นัด ก็สนุกกันละทีนี้
ดังนั้น โอกาสจึงยังเปิดกว้างสำหรับทุกทีม ซึ่งทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด เชลซี และอาร์เซนอล ล้วนมี “เหตุผล” ที่สามารถทำให้พวกเขามีสิทธิได้ชูถ้วยแชมป์ในบั้นปลายฤดูกาล
เฟอร์กี...ไซโคสู่แชมป์
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เฟอร์กีมีประสบการณ์ลุ้นแชมป์มากกว่ากุนซือทุกคนในเมืองผู้ดีเลยก็ว่าได้ ดังนั้นนายใหญ่เลือดสกอตต์ รวมทั้งนักเตะเก๋าๆ หลายคนในทีมต่างรู้ดีว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้างในสถานการณ์เช่นนี้
“ถ้วยแชมป์อยู่ในมือของยูไนเต็ดแล้ว พวกเขาคงไม่แย่ถึงขนาดทำคะแนนหล่นหายไปถึง 6 แต้มใน 5 เกมหรอก” สตีฟ บรูซ กุนซือซันเดอร์แลนด์ อดีตลูกศิษย์ของเฟอร์กี แสดงทรรศนะ ก่อนที่เฟอร์กีจะพาลูกทีมลงดวลกับเอฟเวอร์ตัน เมื่อวานนี้
สิ่งหนึ่งที่เฟอร์กีขึ้นชื่อลือชาเหลือเกินในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้คือเรื่อง “จิตวิทยา”
หลายคนคงทราบดีว่า เมื่อฤดูกาล 1995-1996 เฟอร์กีเคยเล่นสงครามประสาทกับ เควิน คีแกน นายใหญ่นิวคาสเซิลในขณะนั้น จนสติแตกต้องออกมาทำสงครามน้ำลายกับเฟอร์กี ซึ่งหลังจากนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตามหลังทีมสาลิกาดงถึง 12 แต้ม ในช่วงต้นเดือน ก.พ. ก็มาเร่งเครื่องช่วงท้ายฤดูกาล ค่อยๆ ทำคะแนนไล่ตีตื้นและแซงปาดหน้าคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด
และตอนนี้เฟอร์กีเริ่มงัดเกม “จิตวิทยา” ออกมาใช้อีกครั้ง
ช่วงปลายเดือน ก.พ. อาร์เซนอลไล่จี้แมนฯ ยูไนเต็ดแค่แต้มเดียว โดยที่เชลซีเหมือนหลุดวงโคจรไปพักหนึ่ง ท่านเซอร์ประกาศออกมาเสียงดังฟังชัดเลยว่า...
“ผมคิดว่าคงเป็นอาร์เซนอลหรือทีมของเรา ไม่ทีมใดก็ทีมหนึ่งนี่แหละที่จะได้แชมป์ไปครอง”
จากนั้นแข้งปืนใหญ่กลับฟอร์มหลุดไปดื้อๆ และเป็นเชลซีที่แรงขึ้นมา เฟอร์กีพลิกลิ้นทันที...
“ผมบอกไปตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ก่อนแล้วว่า เชลซีจะเป็นคู่ปรับสำคัญของเรา แต่ไม่รู้ว่ามีใครฟังผมบ้างหรือเปล่า พวกเขาเป็นทีมที่มีประสบการณ์มากกว่าอาร์เซนอล”
ต้องติดตามดูว่าการโยนแรงกดดันให้กับเชลซีจะได้ผลหรือไม่ ซึ่งในขณะเดียวกัน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีเรื่องที่ต้องกังวลอีกคือ เกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบตัดเชือกกับชาลเกที่รออยู่ ซึ่งเฟอร์กีต้องวางแผนการจัดตัวผู้เล่นให้ดี
โบราณบอกว่า “อย่าจับปลาสองมือ”
แต่ถ้าวางแผนดีๆ “มือใครยาว สาว(แชมป์)ได้สาว (แชมป์) เอา”
ตอร์เรส...อุปสรรคสิงห์บลู?
ถ้าว่ากันตามตรง โมเมนตัมลุ้นแชมป์ตอนนี้เชลซี มีมากกว่าอาร์เซนอลเสียอีก ซึ่งสาเหตุที่ทีมสิงห์บลูเริ่มกลับมาโชว์ฟอร์มเยี่ยมอีกครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขากลับมาใช้แผนการเล่นที่ถนัด นั่นคือ 4-3-3
“เราจะเล่นได้ดีที่สุดในระบบ 4-3-3 ทุกคนก็รู้ดีว่าเชลซีเล่นได้อย่างแข็งแกร่งในระบบนี้ ผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่กับทีมมา 6-7 ปีแล้ว ซึ่งเคยชินกับมัน เราพยายามลองเล่นในระบบอื่นมาแล้ว บางครั้งมันก็ได้ผล แต่บางครั้งมันก็ไม่เวิร์กเหมือนกัน” ซาโลมง กาลู ดาวยิงไอวอรีโคสต์ กล่าว
นอกจากนี้ การตัดสินใจดร็อป เฟอร์นานโด ตอร์เรส ให้ไปจุมปุ๊กอยู่บนม้านั่งสำรอง ก็ทำให้เกมรุกของเชลซีกลับมาดูวูบวาบอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่กลับมาระเบิดประตูได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง หลังจากกุนซือ คาร์โล อันเชล็อตติ ทู่ซี้ใช้ดาวยิงค่าตัว 50 ล้านปอนด์อยู่ตั้งนาน
ถึงขนาดมีแฟนสิงโตน้ำเงินครามบอกว่า ถ้าอยากลุ้นแชมป์ยาวๆ กรุณาให้ตอร์เรสนั่งอยู่อย่างนั้นแหละ
สำหรับโปรแกรมที่เหลืออยู่ อันเชล็อตติ มั่นใจว่าลูกทีมมีดีพอที่จะกวาด 3 แต้มครบทุกนัด รวมถึงการบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งแข้งสิงห์บลูเคยทำได้มาแล้วเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
“ลูกทีมของผมเชื่อว่าเราสามารถเอาชนะได้ทุกเกมที่เหลือ รวมทั้งที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้ว” นายใหญ่ชาวอิตาเลียน กล่าว
แต่เหนือสิ่งอื่นใด แฟนสิงห์บลูต้องลุ้นให้อันเชล็อตติ จับตอร์เรสดองเป็นตัวสำรองไปยาวๆ เลย (อิอิ)
ปืนใหญ่...งานง่ายกว่าเพื่อน
ลูกทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่แพ้ใครในลีกมาติดต่อกันนานถึง 16 นัด แต่ในช่วงหลังเป็นการเสมอมากเกินไป(ไม่)หน่อย โดยเป็นการเจ๊ากับคู่แข่งถึง 5 จาก 6 นัดหลังสุด (ก่อนเกมวานนี้)
นอกจากจะพยายามเดินหน้าเก็บแต้มให้ได้ในทุกนัดที่เหลือแล้ว แข้งปืนยังต้องภาวนาให้แมนฯ ยูไนเต็ดทำแต้มหล่นหายด้วย ซึ่ง แจ็ก วิลเชียร์ มั่นใจว่าแข้งผีต้องมีพลาดบ้างล่ะ
“เรามั่นใจว่ายูไนเต็ดจะทำแต้มหายไปบ้าง พวกเขาแพ้ไปแล้วที่เวมบลีย์ (แพ้แมนฯ ซิตี 0-1 รอบรองชนะเลิศ เอฟเอคัพ) และมีเกมสำคัญรออยู่คือแชมเปียนส์ลีก รอบตัดเชือกที่จะพบกับชาลเก นี่แหละที่อาจจะทำให้พวกเขาพลาดได้” เจ้าของรางวัลแข้งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกจากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ กล่าว
ทั้งนี้ หากเทียบในบรรดา 3 ทีมลุ้นแชมป์แล้ว อาร์เซนอลดูจะเจองานง่ายที่สุดสำหรับโปรแกรมเตะที่เหลือ โดยมีเพียงเกมเปิดบ้านรับแมนฯ ยูไนเต็ดเท่านั้นที่อาจหนักหนาสาหัส ส่วนเกมอื่นเป็นการเจอกับทีมที่ไม่มีลุ้นอะไรแล้ว
แต่ก่อนอื่น เวนเกอร์ต้องไปติวเข้มแข้งปืนใหญ่ให้รีบคืนฟอร์มเก่งโดยด่วน รวมทั้งการรักษาสมาธิในช่วงท้ายเกม ไม่ให้โดนคู่แข่งไล่บี้จนตามตีเสมอได้เหมือนในช่วงระยะหลังๆ
ท้ายตารางสุดสูสี
การแย่งแชมป์ว่ามันส์แล้ว แต่พื้นที่สีแดงท้ายตารางน่าจะมันส์ยิ่งกว่า โดยสถานการณ์ก่อนลงสนามเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา ทีมอันดับ 16-20 มีแต้มห่างกันเพียง 3 แต้มเท่านั้น
“บ๊วย” วูล์ฟแฮมป์ตัน เตะ 32 นัด มี 32 แต้ม “รองบ๊วย” เวสต์แฮม เตะ 33 นัด มี 32 แต้ม แต่ผลต่างประตูได้เสียดีกว่า
ส่วนอันดับ 18 17 16 ประกอบด้วย แบล็กพูล 33 แต้ม วีแกน 34 แต้ม และ แบล็กเบิร์น 35 แต้ม ตามลำดับ
ด้วยระยะห่างของแต้มเพียงน้อยนิด ทำให้อันดับของแต่ละทีมสามารถขยับได้หลังจบเกมทุกนัด สัปดาห์นี้อาจอยู่เหนือโซนตกชั้น ผ่านไปวีกเดียวคุณอาจหล่นไปอยู่ในพื้นที่อันตรายได้ทันที
มีการว่ากันว่า ฤดูกาลนี้น่าจะเป็นฤดูกาลที่มีการดิ้นรนหนีตกชั้นสูสีที่สุดในรอบนับสิบปีเลยทีเดียว เพราะปกติแล้วเมื่อเกมเหลืออีกไม่กี่นัด อย่างน้อยต้องมีทีมที่โบกมือลาพรีเมียร์ลีกแน่นอนอย่างน้อยสัก 1 ทีม แต่ซีซันนี้ยังไม่มีทีมใดจองศาลาก่อนเพื่อนเลย!!!
ทั้งนี้ กุนซือของแต่ละทีมในโซนอันตราย ต่างออกมาแสดงความมั่นใจกันทุกคนว่า ต้นสังกัดของตัวเองจะยังอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกทีมฮึกเหิม สู้ตายถวายหัว
แต่สำหรับ เอียน ฮอลโลเวย์ กุนซือแบล็กพูล มีวิธีพิเศษในการปลุกเร้าลูกทีม นั่นคือการนำข่าวหรือคอลัมน์ที่ปรากฏบนหนังสือพิมพ์ ซึ่งเคยฟันธงไว้ว่าพวกเขาไม่น่าจะเอาตัวรอดอยู่ในลีกสูงสุดได้ นำออกมาให้นักเตะแบล็กพูลดูเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิมในการลบคำสบประมาท
“มีอยู่บทความหนึ่งที่เขียนออกมาก่อนที่จะเปิดฤดูกาลด้วยซ้ำ ซึ่งผมยังเก็บมันไว้ที่บ้านอยู่เลย และผมก็เอาออกมาให้ลูกทีมดูเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา”
อีกไม่นานคงได้รู้กันว่าวิธีนี้ของฮอลโลเวย์จะได้ผลหรือไม่!!!







