
กำลังใจของลูก
บางครั้งพวกผู้ใหญ่เขาก็ต้องการกำลังใจ จนกลายเป็นเหมือนเรียกร้องความสนใจกับลูกๆ หลานๆ
บางครั้งพวกผู้ใหญ่เขาก็ต้องการกำลังใจ จนกลายเป็นเหมือนเรียกร้องความสนใจกับลูกๆ หลานๆ
โดย...ปู โลกเบี้ยว
บางครั้งพวกผู้ใหญ่เขาก็ต้องการกำลังใจ จนกลายเป็นเหมือนเรียกร้องความสนใจกับลูกๆ หลานๆ
คุณหมอจิตวิทยาเคยบอกว่า คนสูงอายุบางรายชอบบอกว่าตัวเองป่วยอย่างงั้นอย่างงี้ เพื่อให้ลูกๆ มาดูแล บางทีก็ไม่ได้ป่วยจริงๆ หรอก แต่ด้วยความที่อยากให้ลูกหลานหันมาสนใจตัวเองก็เลยแกล้งป่วยมันเลย พอลูกหลานรู้ทันก็เลยมักจะไม่ใส่ใจ จนกลายเป็นว่าเมื่อเกิดเจ็บป่วยจริงๆ ขึ้นมาลูกหลานก็ไม่สน เพราะไม่รู้ คิดว่าพ่อแม่แกล้งป่วย ทำให้เป็นผลร้าย เพราะอาจจะรักษาไม่ทันการณ์นั่นเอง
คุณหมอบอกว่าคนสูงอายุมักจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ต้องการความรัก ชอบให้โอ๋ให้กอด ถ้าลูกหลานไม่หนักหนาสาหัสนักก็ควรจะให้เวลากับคนแก่คนเฒ่าบ้าง ก่อนที่จะสายเกินไป พอคิดอยากที่จะทำแต่ไม่มีใครให้รักให้กอดอีกแล้ว
ปูก็เป็นคนหนึ่งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบกอดแม่ตัวเอง มันเขินมันอายยังไงก็ไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้จะพยายามเข้าไปกอดหอมเขาบ่อยๆ แรกๆ ก็แค่วันสำคัญๆ อย่างวันเกิด วันสงกรานต์ ปีใหม่ หรือวันที่เขาตัดเสื้อผ้าให้ใส่ ก็จะเข้าไปกอดสักทีหอมสักหน่อย แต่ปัจจุบันจะทำบ่อยอย่างตอนที่จะออกจากบ้าน หรือกลับเข้าบ้านทุกครั้ง จะพยายามเข้าไปพูดคุยกอดหอมท่าน แล้วทุกครั้งที่เราเข้าไปกอดกลายเป็นว่าแม่กลับเขินอายแทนเราไปแล้วน่ะ
รวมไปถึงเวลาที่ปูเจอใครที่มีอายุ ปูก็มักจะเข้าไปแหย่เล่นกับท่าน เวลาที่เห็นท่านเหล่านั้นหัวเราะปูรู้สึกมีความสุขไปด้วยล่ะ
แล้วอย่างปูเนี่ยศรัทธาใน Medicine Buddha พระหมอยา หรือพระพุทธเจ้าในปางแห่งการบำบัดรักษา ตอนที่ปูไปปักกิ่งและได้ไปเยี่ยมชมวัดทิเบตที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากประเทศทิเบตมาแล้วนั้น ที่นั่นมีองค์พระหมอยาใหญ่มาก และมีคนเข้าไปสักการบูชาและสวดมนต์เยอะมากๆ ปูก็สวดมนตราบูชาท่านนะ แต่จะสวดแบบสั้นๆ “ธยาถะ โอม เบคันเซ เบคันเซ มหา เบคันเซ ราชะ ซามุกาเต สโวหะ” สวดไปเรื่อยๆ ก่อนนอนจนหลับ และอธิฐานขอให้ท่านโปรดเมตตาดูแลสุขภาพของคุณแม่ที่แก่เฒ่าและน้องชายที่ป่วยเป็นโรคตับอยู่เสมอ ไม่ได้ขอให้หายจากโรคภัยนะ เพราะดูโลภมากไปหน่อย แต่ไม่อยากให้พวกเขาเจ็บปวดทรมาน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
แม่ปูชอบคิดว่าตัวเขาอ่อนแอเจ็บป่วย พอไปตรวจร่างกาย คุณหมอบอก สุขภาพดี ดีกว่าปูเสียอีก ส่วนน้องชายตับแข็งหมอบอกอยู่ได้ไม่นาน แต่ป่านนี้ก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย
มีคนรู้จักคนหนึ่งเขาทุกข์มากเรื่องพ่อ หมอเอกซเรย์เห็นก้อนเนื้อสีดำๆ ที่สีข้าง บอกไม่แน่ใจ ไว้มาตรวจอีกที ลูกหลานร้องไห้กันกระจองอแง กลัวพ่อตาย คิดว่าเป็นมะเร็งเนื้อร้ายแน่ๆ เลย กลุ้มอกกลุ้มใจอยู่เกือบสองอาทิตย์ ด้วยความที่เขาเป็นคนกตัญญู สวดมนต์ให้พ่อทุกคืนจนถึงวันไปตรวจร่างกายอีกครั้งที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าหมอบอกเป็นแค่วัณโรคไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง ดีใจกันใหญ่ อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ทำอะไรให้กับพ่อของเขาน่ะ
อีกรายเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้น่ะซิคะ อันนี้คุณแม่เป็นมะเร็งขั้นรุนแรงแล้ว ตัดได้แต่ก็ไม่สามารถอยู่ได้นานนักหรอก ตอนแรกแม่ก็ไม่อยากให้ลูกๆ เดือดร้อน เพราะทำใจได้แล้วว่ายังไงก็ต้องตาย ถึงจะเจ็บปวดทรมานก็เถอะ แต่ลูกๆ ก็ไม่ยอม ก็เป็นธรรมดาแหละค่ะที่แม่ใครใครก็รักทั้งนั้น อยากจะให้อยู่กับลูกกับหลานไปนานๆ ไม่สนใจหรอกว่าท่านจะเจ็บปวดทรมานหรือเปล่า ขอให้ได้เห็นหน้าก็พอ
ดูบางรายที่ต้องนอนให้น้ำเกลือสายระโยงระยางซิ คุณหมอต้องพยุงชีวิตเอาไว้ เพราะเพียงแค่ลูกหลานอยากให้อยู่ต่อ
แต่รายนี้ผ่าตัดไปแล้วล่ะ แล้วก็รู้ตัวทำใจได้บ้างแล้ว ตอนแรกพวกลูกๆ ไม่ยอมสวดมนต์ให้ ด้วยความขี้เกียจ เลยให้สามีและหลานสวด แต่สุดท้ายคงคิดได้ว่าอาจจะทำอะไรให้แม่ได้เป็นสิ่งสุดท้าย เลยเข้ามาสวดเอง สวดได้ 3 วัน พร้อมกับเอาคัมภีร์บทสวดมนต์ของพระทิเบตวางไว้บนหัวเตียงแม่ แม่สงบนิ่งไม่เจ็บปวดทุรนทุรายเลยใน 3 วัน
แล้วคืนหนึ่งตอนตี 2 กว่าๆ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น อยู่ๆ ก็มีนกสีดำ คล้ายๆ นกขุนทองบินเข้ามาในห้อง ไม่รู้เข้ามาได้ยังไง เพราะตอนนั้นก็ตี 2 แล้ว ลองคิดถึงโรงพยาบาลรามาธิบดีซิ มีแต่ตึกกับตึกน่ะ พอนกบินเข้ามา แม่ก็หลับแล้ว ไปสวรรค์เลยแบบสบายๆ ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใดเป็นเรื่องที่แปลกมาก
ท่านลามะเคยบอกว่าการที่เราสวดมนต์และนำคัมภีร์วางไว้บนหัวแม่ เท่ากับทำให้ท่านสงบและเป็นการบอกทาง และเชื่อกันว่านกเปรียบเสมือนเป็นทูตของสวรรค์ ที่จะมานำทางให้วิญญาณของแม่ขึ้นสู่สวรรค์หรือเบื้องบนนั่นเอง
อันเนี่ยเป็นความเชื่อนะคะ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเราสามารถทำอะไรให้คนเฒ่าคนแก่โดยเฉพาะพ่อแม่ของเราได้บ้างแล้วละก็ รีบๆ ทำซะเถอะค่ะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ







