
ประเทศใหม่ เพื่อนใหม่ ปลายทางใหม่
ในดินแดนโพ้นทะเลอันห่างไกลกับเรื่องราวของการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและหยดน้ำตา
ในดินแดนโพ้นทะเลอันห่างไกลกับเรื่องราวของการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและหยดน้ำตา
ความสงบสุขคือสิ่งที่เราแสวงหา ความรักความเมตตาคือสิ่งที่พระเป็นเจ้ามอบให้ บัดนี้เราพร้อมที่จะบอกกับชาวโลกว่า พวกเราคือติมอร์เลสเต
จากคำโปรยหัวข้างบนนี้ คือเรื่องราวของประเทศใหม่ ปลายทางใหม่ และเพื่อนใหม่ของโลก 360 องศา ที่ได้ไปจรดองศายังประเทศติมอร์เลสเต หรือที่คนไทยรู้จักมักคุ้นกันในชื่อติมอร์ตะวันออก โดยที่ติมอร์เลสเตนั้นเป็นชื่อเรียกในภาษาโปรตุกีส แต่หากจะเรียกชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์เลสเต
ประเทศติมอร์ตะวันออกคือประเทศเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ โดยมีระยะทางห่างจากประเทศไทยราว 3,700 กิโลเมตร และห่างจากเมืองดาร์วินประเทศออสเตรเลียเพียงแค่ 700 กิโลเมตรเท่านั้น โดยที่เกาะติมอร์ได้ถูกแบ่งครึ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกจะเป็นของประเทศอินโดนีเซีย และส่วนที่อยู่ทางตะวันออกก็คือประเทศติมอร์เลสเตในปัจจุบัน
แต่กว่าจะก้าวข้ามผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ประเทศติมอร์ตะวันออกก็ต้องผ่านเรื่องราวมาอย่างมากมาย นับตั้งแต่การเป็นอาณานิคมของประเทศโปรตุเกสถึงกว่า 400 ปี โดยราวปี 2518 โปรตุเกสประสบปัญหาภายในอย่างหนัก จึงได้ถอนตัวและมอบเอกราชให้กับติมอร์ แต่แล้วเอกราชนั้นชาวติมอร์ก็ได้สัมผัสเพียงไม่นาน อินโดนีเซียบ้านใกล้เรือนเคียงก็ได้ใช้กำลังทหารบุกยึดและผนวกรวมติมอร์เป็นจังหวัดที่ 27 สร้างความไม่พอใจและเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความรุนแรงจากกระแสของการเรียกร้องเอกราชที่ทำให้เกิดเป็นสงครามกลางเมืองซึ่งคร่าชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน จนในสมัยของประธานาธิบดีฮาบีบีโตแห่งอินโดนีเซีย ได้ยินยอมให้มีการลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช โดยประชาชนชาวติมอร์ตะวันออกถึงกว่า 80% ออกเสียงสนับสนุนให้มีการแยกตัว สร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายที่ยังสนับสนุนและนิยมอินโดนีเซีย ซึ่งได้มีการจัดตั้งกองกำลังทหารบ้าน หรือ Militias ที่มีความโหดเหี้ยมออกเข่นฆ่าประชาชน จนในที่สุดองค์การสหประชาชาติต้องนำเอากองกำลังทหารนานาชาติเข้ามายุติปัญหาดังกล่าว จนในที่สุดเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2545 ติมอร์ตะวันออกได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ รวมเวลาในการต่อสู้ทั้งสิ้น 27 ปี ซึ่งก็เป็นผลมาจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวติมอร์ตะวันออก และวีรบุรุษกู้ชาติ อย่างซานานา กุสเมา บิชอบ เบโล และ โฮเซ รามอส ฮอร์ตา
ในช่วงระยะเวลาของการฟื้นฟูประเทศภายหลังจากการได้รับเอกราช ประเทศติมอร์ตะวันออกได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การสหประชาชาติ ที่ได้มีบทบาทในการนำกองกำลังทหารเฉพาะกิจ จากความร่วมมือของประเทศสมาชิก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยเข้าร่วมด้วย โดยส่งกองกำลังทหารเฉพาะกิจภายใต้รหัส 972 ไทยติมอร์ตะวันออก ซึ่งก็ได้สร้างชื่อเสียงและเกียรติยศมาสู่กองทัพไทย
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกองกำลังทหารเฉพาะกิจจะเสร็จสิ้นและถอนกำลังออกไปเกือบหมด แต่อย่างไรก็ตามที ประเทศไทยก็ยังได้ให้ความร่วมมือด้วยการส่งคณะตำรวจไทย เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของตำรวจสหประชาชาติ หรือ UNPOL ซึ่งการมาถ่ายทำในครั้งนี้เราก็ได้พบกับ พ.ต.ท.หญิง ชื่นชีวัน คลีเมนโค และ พ.ต.ท.หญิง กัญจน์รัตน์ โพธิปัสสา ซึ่งทั้งสองมาในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่มีอาร์มธงชาติไทยประดับไว้อยู่ที่ไหล่ซ้ายอย่างโดดเด่น
พี่น้อยหน่าหรือ พ.ต.ท.หญิง ชื่นชีวัน ได้ให้การตอบรับพวกเราเป็นอย่างดี พร้อมกันนี้พี่ปุ้มหรือ พ.ต.ท.หญิง กัญจน์รัตน์ ได้เล่าให้เราฟังว่า คณะตำรวจไทยที่มาประจำการที่นี่มีทั้งหมด 18 นาย โดยแบ่งออกเป็น ชาย 9 นายและหญิงอีก 9 นาย โดยสาเหตุที่มีจำนวนผู้หญิงมาก นั่นก็เป็นนโยบายจากทางสหประชาชาติ เพราะภารกิจหลักของการทำงานในปัจจุบัน คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน ซึ่งจุดนี้เองที่ตำรวจหญิงสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าตำรวจชาย และทั้งสองยังบอกกับเราอีกว่าผู้คนที่นี่มีความเป็นมิตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็มีที่มาที่ไปจากสมัยกองกำลังทหารเฉพาะกิจ 972 นำโดยพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ได้เข้ามาทำภารกิจทางด้านการสร้างความสัมพันธ์กับมวลชนที่นี่ ซึ่งทหารไทยก็เป็นที่รักของชาวติมอร์ตะวันออก ซึ่งก็สอดคล้องกับวันแรกของการมาถึงกรุงดิลี เจ้าหน้าที่สนามบินหลายๆ คน เมื่อทราบว่าเรามาจากประเทศไทย ก็จะยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวคำว่าสวัสดี ซึ่งจากการพูดคุยตลอดครึ่งชั่วโมง ก็ทำให้เราทราบว่าการมาทำภารกิจของเหล่าคณะตำรวจไทยที่ประเทศติมอร์ตะวันออกแห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะไกลบ้านและมีความลำบากในการใช้ชีวิตก็ตามที แต่ทั้งพี่น้อยหน่าและพี่ปุ้มก็ได้ให้แง่คิดที่ตรงกันว่า นอกเหนือจากภารกิจในการฟื้นฟูและสร้างสันติภาพแล้ว การได้มาสัมผัสกับความเป็นมืออาชีพ ของเหล่าตำรวจที่มาจากหลายประเทศ ก็ทำให้พวกเธอภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแสดงศักยภาพให้เห็นถึงความพร้อมของตำรวจไทยในเวทีระดับโลกได้ และพร้อมกันนั้นยังสามารถนำธงชาติไทยมาประดับไว้ที่นี่เคียงคู่กับชาติอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทั้งสองคนยังได้ฝากบอกอีกว่า การได้มาที่นี่หลายคนอาจจะคิดว่ามีค่าตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เหตุผลหลักของการมาที่นี่เลย แท้ที่จริงแล้วประสบการณ์ต่างหากที่มีค่ามากกว่าอื่นใดทั้งสิ้น
นับตั้งแต่ประเทศติมอร์ตะวันออกได้รับเอกราช รัฐบาลของที่นี่ก็ได้ใช้ความเพียรพยายามในการเปิดประเทศ เพื่อแนะนำตัวเองในฐานะประเทศน้องใหม่ลำดับที่ 192 ของโลก ซึ่งผลตอบรับที่ได้คือการเข้ามาสานสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ผ่านวิถีทางการทูต โดยประเทศไทยคือประเทศลำดับที่ 3 ในการเข้ามาตั้งสถานทูตอย่างเป็นทางการต่อจากนอร์เวย์และจีน ตามลำดับ ซึ่งในโอกาสนี้เราได้มีโอกาสเข้าพบเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงดิลี ประเทศติมอร์ตะวันออก ท่านสุรพันธ์ บุญมานพ
ท่านสุรพันธ์เล่าให้เราฟังว่าสถานทูตไทยก่อตั้งขึ้นภายหลังจากที่ติมอร์ตะวันออกได้รับเอกราชประมาณ 3-4 เดือน โดยแรกเริ่มเดิมทีสถานทูตตั้งอยู่บนเรือของบริษัท Central Maritime ซึ่งลอยลำอยู่ในทะเล เป็นสถานทูตแห่งแรกและแห่งเดียวของโลกที่ตั้งอยู่บนเรือ จากนั้นก็ได้ย้ายมาทำการในที่ปัจจุบัน โดยมีคนไทยที่อาศัยอยู่ที่ติมอร์ตะวันออกทั้งสิ้น 60 คน ส่วนในเรื่องการค้าการลงทุน ท่านสุรพันธ์มองว่าในเบื้องต้น ทางติมอร์ตะวันออกเองก็อยากให้นักลงทุนชาวไทยเข้ามาลงทุนในกิจการต่างๆ อาทิ การก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางที่ยังชำรุดและล้าสมัยอยู่มาก ซึ่งความเป็นไปได้ในการเข้ามาลงทุนที่นี่ ท่านมองว่ามีความเป็นไปได้สูง อันเนื่องมาจากสถิติการเจริญเติบโตที่มีสูง โดยในปี 2009 ที่ผ่านมามีมากถึง 13% ซึ่งสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ท่านยังเผยอีกว่า หากจะมองถึงความเป็นไปได้ในระยะยาว ประเทศติมอร์ตะวันออกก็ยิ่งมีความน่าสนใจ อันเนื่องมาจากที่นี่ยังเป็นแหล่งพลังงานสำรองของโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Timor Gap ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย ก็ต้องบอกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้สงบและมีความปลอดภัยอยู่ในระดับปกติ เหตุร้ายแรงต่างๆ นับตั้งแต่ปี 2006–2008 ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น
ก่อนการเดินทางมายังประเทศติมอร์ตะวันออก เราได้รับรู้ถึงข้อมูลและภาพประกอบต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตของประเทศนี้ ความกลัวและวิตกจริตต่างๆ นานาก็เกิดขึ้น แต่หลังจากที่ได้มาถึงที่นี่ ได้พบปะพูดคุยและสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยในประเทศนี้ ทุกคนกลับตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่ปลอดภัยอย่างแน่นอน ซึ่งบวกกับการที่ไม่ว่าเราจะไปอยู่ตรงส่วนไหนของเมืองก็จะมีผู้คนเดินเข้ามาทักทาย ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารอยู่บ้าง แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มีให้เห็นตลอดการสนทนา ก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ความกลัวที่เคยคิดมาก่อนหน้านี้ เราคิดมากไปเองหรือเปล่า
ในสัปดาห์หน้า เราจะเริ่มลงพื้นที่เพื่อไปทำความรู้จักกับประเทศให้มากยิ่งขึ้น หากท่านผู้อ่านยังรู้สึกว่าไม่จุใจหรืออยากได้อรรถรสมากขึ้นแล้วละก็ ขอแนะนำให้ชมรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ 21.25 น. ทางช่อง 5 แล้วท่านจะรู้สึกร่วมไปกับเรา







