
ซอพยอนเจ ลำนำ ร่ำร้อง
...อราสุ
บนเส้นทางของคนคนหนึ่งอาจพบพานทั้งท่อนบรรเลงแห่งความสุข ท่วงทำนองแห่งความโกรธเกรี้ยว เนื้อเพลงรักสุดซึ้ง และร่ำอำลาด้วยเพลงโศก สำหรับปุถุชน ดนตรีคือเสียงสะท้อนของอารมณ์ที่หลากหลาย
แต่ชีวิตคนคนหนึ่งกลับอาจไม่เคยได้ยินเสียงแห่งอารมณ์อันหลากหลายนั้น ทั้งๆ ที่ทุ่มเทแรงกายขับกล่อมผู้คนด้วยศิลปะแห่งการขับร้อง ตัวละครใน ซอพยอนเจ (Seopyeonje) คือภาพสะท้อนของชีวิตบนถนนแห่งบทเพลงอันขมขื่นนั้น
ในช่วงทศวรรษ 19501960 คาบสมุทรเกาหลีเผชิญกับความโหดเหี้ยมของสงครามและความพยายามเอาชีวิตรอดท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ แต่ในความเจ็บปวดและแร้นแค้น ยังมีเสียงขับขานลำนำ
“พันซอรี” ที่คอยชุบชีวิตที่ไร้สีสันไม่ให้แห้งแล้งเกินไปนักซอพยอนเจ เปิดเรื่องในช่วงทศวรรษ 1960 ดองโฮ ชายหนุ่มในวัย 30 เดินทางตามหา
“น้องสาว” ที่เขาทอดทิ้งไปเมื่อหลายปีก่อน ความทรงจำพาดองโฮย้อนกลับไปอดีตแสนไกล พร้อมลำนำที่ขับร้องขึ้นอย่างรวดร้าวทั้งดองโฮและซองฮวา ต่างเป็นกำพร้า ถูกเก็บมาเลี้ยงดูโดยนักร้องพันซอรีพเนจรที่ทั้งคู่เรียกว่า
“พ่อ” ผู้พยายามเคี่ยวกรำให้ทั้งคู่เป็นนักแสดงพันซอรีมีชื่อเพื่อแลกเสียงเพลงประทังชีวิต แต่ดองโฮมีความสามารถเป็นได้แค่ประโคมกลองเป็นทำนองประกอบผิดๆ ถูกๆ แต่ซองฮวากลับฉายแววเป็นนักขับลำนำชั้นเลิศ แม้ทั้งคู่จะเหมือนองค์ประกอบที่ไม่ลงตัว แต่เมื่อบทเพลงขับขานขึ้นทุกอย่างและทุกคนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พ้นจากพันธะความเป็น “พี่น้อง”แต่เพลงของทั้งสามพ่อลูกปราศจากอารมณ์หฤหรรษ์ ในยุคที่ผู้คนเริ่มละทิ้งวิถีดนตรีพื้นบ้านและต้อนรับวัฒนธรรมป๊อปจากอเมริกา การฝากท้องไว้กับลำนำพันซอรี คือการโยนตัวเองลงบนถนนที่ไร้จุดหมาย แต่ถึงจะแร้นแค้นเพียงใด ผู้เป็นพ่อยังคงเคี่ยวกรำซองฮวาที่ผ่ายผอมจนไร้เรี่ยวแรงให้ขับร้องบทเพลงที่แสนยากเย็น มันคือบทแห่งความขมขื่น ที่ผู้คนที่แสนขมขื่นไม่อาจเปล่งออกมา น้ำตาของซองฮวายังไม่มีเหลือสักหยด ในวันที่ดองโฮหนีจากไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
แต่เพลงเศร้ายังไม่จบบท ผู้เป็นพ่อจมปลักกับศิลปะแห่งพันซอรี หวังให้ซองฮวาเข้าถึงความขมขื่นของเนื้อร้อง ถึงขั้นวางยาให้ตาบอดเพื่อบีบคั้นอารมณ์เจ็บปวดอย่างสุดแสน
ซองฮวากลายเป็นนักขับลำนำเร่ร่อน ผู้คนต่างตื่นตะลึงกับคำรำพันโหยไห้ที่กลั่นจากหัวใจ ขณะที่ดองโฮประสบความสำเร็จเยี่ยงชายหนุ่มทั่วไป แต่เขายังไม่เคยลืมที่จะตามหา
“น้องสาว” ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปทั่วเกาหลี แม้ว่าทั้งคู่หวนมาพบกันอีกครา แต่การพบกันครั้งนี้กลับช่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่า ต่างคนต่างพยายามลืมเลือนกันและกันราวลำนำร่ำรำพัน ไม่มีวันสิ้นท่วงทำนอง







