
ไม่มาเกิดไม่มาตายเรียกว่าชาติสุดท้าย(3)
เทศน์นี่ให้สมบูรณ์แบบสมกับศาสนาของเราเป็นศาสนาของศาสดาองค์เอก ให้ได้ทั้งภายนอกภายใน ภายนอกตีกระจายออกทั่วโลกดินแดน ภายในหมุนเข้าหาอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติ...
เทศน์นี่ให้สมบูรณ์แบบสมกับศาสนาของเราเป็นศาสนาของศาสดาองค์เอก ให้ได้ทั้งภายนอกภายใน ภายนอกตีกระจายออกทั่วโลกดินแดน ภายในหมุนเข้าหาอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติ...
หมายเหตุ - ในโอกาสวันถวายเพลิงสรีระสังขาร หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะศิษย์วัดภูสังโฆ ได้จัดทำหนังสือ ไม่มาเกิดมาตายเรียกว่า “ชาติสุดท้าย” แจกเป็นที่ระลึก ก่อนหน้านี้คณะผู้จัดทำได้เคยจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้แล้วนำถวายหลวงตามหาบัวครั้งยังดำรงขันธ์อยู่มาก่อนแล้ว เนื่องจากการพิมพ์ครั้งล่าสุดนี้หนังสือมีจำนวนจำกัด
ทางกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์จึงได้ขออนุญาต พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต เจ้าอาวาสวัดภูสังโฆ นำรายละเอียดของหนังสือมาเผยแผ่ซึ่งท่านได้แจ้งว่า ให้พิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ ทางกองบรรณาธิการจึงจะนำเสนอต้นฉบับตามเดิม โดยเพิ่มเนื้อหาที่เป็นเทศนาของพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละรูปเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง แล้วนำเสนอต่อเนื่องไปคราวละสัปดาห์จนกว่าจะสิ้นความหลักในหนังสือ มีรายละเอียดดังนี้
ท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร
สมัยก่อนไม่มีเสียงเทปอย่างนี้ เวลาเทศนาว่าการไม่ได้ยินนะ เพิ่งมามีขึ้นเร็วๆ นี้ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่มี เสียดายครูบาอาจารย์ที่ท่านเทศน์เป็นอรรถเป็นธรรมฟังแล้วซึ้งๆ มาก มันไม่มีอะไรอัด มันเพิ่งมามีเมื่อเร็วๆ นี้ สมัยก่อนหน้านี้ท่านเจ้าคุณอุบาลี วัดบรมนิวาส ฟังว่าเทศน์เป็นประโยชน์มากมาย วัดบรมนิวาสท่านเจ้าคุณอุบาลี ประชาชนเขาเคยเล่าให้ฟังว่าเขาอยู่นู้น เลยพระโขนงไปนู้น เสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้ เขาเล่าให้ฟัง เขามาฟังเทศน์ท่านเจ้าคุณอุบาลี วัดบรมนิวาส เขาอยู่ทางพระโขนงฟากพระโขนง เขาเสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้เขาเล่าให้ฟังนะ เขาเป็นคนมาฟังเอง
คือท่านเจ้าคุณอุบาลีท่านเทศน์อยู่ที่วัดบรมนิวาส เขาอยู่ฟากพระโขนงยังอุตส่าห์มา เสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้เขาเล่าให้ฟัง ฟังที่ไหนมันก็ไม่จุใจ ว่าอย่างนั้นนะ มาฟังเทศน์ท่านเจ้าคุณอุบาลีแล้ว แหม ถึงใจ ไม่มีจืดจางอะไรเลย ฟังเมื่อไรถึงใจทุกครั้งๆ เขาอยู่ทางฟากพระโขนง เสียค่ารถมาวัดบรมนิวาส เขายอมเสียเขาไม่เสียดาย เงินไม่มีคุณค่าเท่าธรรม เขาพูดน่าฟังนะ เสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้ เขาพูดเอง เขาอยู่ทางพระโขนงแล้วเสียค่ารถมาฟังเทศน์วัดบรมนิวาส เสียเท่าไรเขาก็พอใจ เงินไม่มีคุณค่าเท่าธรรม นี่ละจุดนี้สำคัญมากนะ เงินไม่มีคุณค่าเท่าธรรม ท่านเจ้าคุณอุบาลีเทศน์อยู่วัดบรมนิวาสเขามาฟัง เขาบอกว่าอยู่ทางฟากพระโขนงไปนู้น
เทศน์นี่ให้สมบูรณ์แบบสมกับศาสนาของเราเป็นศาสนาของศาสดาองค์เอก ให้ได้ทั้งภายนอกภายใน ภายนอกตีกระจายออกทั่วโลกดินแดน ภายในหมุนเข้าหาอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติ เทศน์คุ้ยเขี่ยตลอดทั่วถึงทั้งภายนอกภายในนั่นเรียกว่ารู้ธรรมเห็นธรรม เทศน์เป็นธรรมล้วนๆ แต่เทศน์ส่วนมากมันก็มักจะเป็นแกงหม้อใหญ่ ไม่ใช่แกงหม้อเล็ก หม้อจิ๋ว คือแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วนั้นหมุนเข้าเลย ตั้งแต่นอกตีเข้าไปๆ ถึงเรือนรังของวัฏวน ได้แก่ อวิชฺชาปจฺจยา
นั่นผู้รู้จริงเห็นจริงเทศน์ถอดออกมาๆ ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านเทศน์ท่านจะดึงออกมาเลย รังแห่งภพแห่งชาติอยู่ที่ไหนท่านดึงออกมาๆ คือผู้เทศน์เทศน์ด้วยความรู้จริงๆ เห็นจริงๆ ถอดถอนกิเลสเหล่านี้ได้จริงๆ คุณค่าของธรรมที่เกิดขึ้นจากการถอดถอนกิเลสท่านจะนำออกมาเทศน์ทั้งหมดเลย นี่เรียกว่าเทศน์ถึงเหตุถึงผลถึงกิเลสถึงธรรม ถึงทั้งกิเลสถึงทั้งธรร
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. พุทธศักราช 2551
แสดงด้วยความรู้ความเห็นของธรรมแท้ๆ
*************************
พระธรรมเทศนาของเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)
กายนคร
กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา
นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา
โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน
ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยาติ
บัดนี้จะรับประทานวิสัชนาพระธรรมเทศนาในพุทธภาษิต ซึ่งมีมาในคัมภีร์พระธรรมบท เนื้อความตามพุทธภาษิต ซึ่งได้ยกขึ้นเป็นอุเทศนั้นว่า “กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา” บุคคลพึงรู้แจ้งซึ่งสกลกายของตนนี้ว่า เป็นของไม่คงทนสักปานใด เปรียบด้วยภาชนะคือหม้ออันบุคคลทำขึ้นด้วยดินเหนียว จะเล็กจะใหญ่ขนาดไหนไม่ว่า ย่อมจะมีความแตกความทำลายเป็นที่สุดฉันใด สกลกายซึ่งนิยมว่าเป็นของๆเรานี้ จะเล็กใหญ่ แน่นหนาหรือบอบบางประการใดก็ตาม คงจะมีความแตกความทำลายเป็นที่สุดฉันนั้น
“นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา” แล้วพึงตั้งจิตนี้ไว้ภายในสกลกายอันประกอบด้วยทวารทั้ง 9 ซึ่งมีอาการควรเปรียบด้วยพระนครอันมั่นคงพรักพร้อมด้วยประตูหอรบครบบริบูรณ์สมควรจะรับข้าศึกได้ อธิบายว่า เจ้าผู้ครองนครก็ดี แม่ทัพก็ดี เมื่อได้พระนครอันมั่นคง พร้อมด้วยค่ายคูประตูหอรบเช่นนั้น เมื่อมีข้าศึกปัจจามิตรมาติดพระนคร ก็ควรออกรบกับข้าศึกถ้าเสียท่วงที แก่ข้าศึกลง ก็ให้กลับเข้าพระนครรักษาประตูหอรบไว้ให้มั่นคง ทแกล้วทหารบำรุงกำลังสุรโยธาให้บริบูรณ์ขึ้นเต็มที่แล้ว ก็ให้ออกรบบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ข้าศึกมีกำลัง เมื่อมีชัยได้แคว่นแคว้นของปรปักษ์แล้ว ก็ให้ตั้งกองรักษาไว้อย่าให้เสียท่วงทีได้
ข้ออุปมาอันนี้แลมีฉันใด พระโยคาวจรผู้เห็นโทษในวัฏสงสาร เมื่อได้สกลกายบริบูรณ์พรักพร้อมด้วยทวารทั้ง 6 มีจักษูทวารเป็นต้นอันพ้นเสียแล้วจากพิบัติ คือใบ้บ้า บอดหนวก ชื่อว่าเป็นอันได้พระนครอันดี “โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน” เมื่อเห็นว่าตนได้พระนครอันดี ก็พึงตั้งหน้ารบกับมารกิเลสด้วยอาวุธคือ วิปัสสนาญาณ เมื่อเห็นว่ากิเลสมีกำลังกล้าสู้ไม่ไหวก็ให้เข้าภายในพระนครพักผ่อนบำรุงตรุณวิปัสสนา คือสมาธิจิตให้มีกำลังกล้าแล้วออกรบบ่อยๆ
“ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยาติ” เมื่อรบชนะได้เพียงใดก็ให้ตั้งสังวรอินทรีย์ รักษาไว้อย่าให้เสียแก่ข้าศึกอีก แต่อย่ายินดีอยู่แต่เพียงเท่านั้น ข้อสำคัญคือพระนิพพานเป็นสถานะอันข้อศึกรักษาอยู่โดยรอบ ชื่อว่าอาณาเขตแห่งปรปักษ์ เราจะต้องตั้งใจหักเอาให้จงได้ จึงจะเป็นผู้พ้นภัย
กายนครมีข้าศึกตั้งอยู่โดยรอบได้แก่อุปกิเลส ซึ่งเข้าทำใจให้ขุ่นมัว 16ประการคือ โมโห ความหลงไม่รู้จักดีและชั่ว อหิริกํ ความไม่ละอายต่อกรรมอันเป็นบาป อโนตฺตปฺปํ ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวต่อกรรมอันเป็นบาป โลโภ ความละโมปเพ่งอยากได้พัสดุของผู้อื่น ทิฏฺฐิ ความเห็นวิปลาสผิดจากทางชอบธรรม มาโน ความถือตนว่าตนดีกว่าผู้อื่น อิสฺสา ความริษยาไม่อยากให้ผู้อื่นดีกว่าตน มจฺฉริยํ ความตระหนี่หวงแหนวัตถุ ซึ่งเป็นของมีอยู่แห่งตนเกินประมาณ กุกฺกุจฺจํ ความรำคาญใจ ถีนํ ความง่วงเหงา มิทฺธํ ความหลับ วิจิกิจฺฉา ความไม่แน่ใจ มกฺโข ความกลบเกลื่อนคุณของท่าน ปลาโส ความอวดตน มายา ความล่อลวงเขา สาเถยฺยํ ความปิดโทษของตน
อกุศลธรรมเหล่านี้เมื่อเข้าสัมปยุตกับจิตผู้ใดแล้ว ย่อมทำจิตให้เศร้าหมองขุ่นมัว เมื่อจะเกิดต้องอาศัยเหตุ คือ ผัสสะ มีอวิชชาเป็นปัจจัย ส่วนผัสสะนั้น ถ้ามีวิชชาเป็นปัจจัยก็ไม่เกิด อกุศลเจตสิกเหล่านั้นได้ จิตของท่านจึงผ่องใสอยู่เสมอ ผู้ตั้งใจจะรักษากายนครให้อยู่เย็นเป็นสุขก็จะต้องตั้งหน้ารบข้อศึก คือมารกิเลสเหล่านี้ไม่ให้เข้าอาศัยพระนครได้ วิธีรบนั้นก็ไม่ยาก คือให้ปราบพลมารชั้นต่ำเลวด้วยอาวุธคือศีล ให้ปราบพลมารชั้นกลางด้วยอาวุธ คือสมาธิ ให้ปราบจอมพลของมารคือตัว อุปธิด้วยอาวุธคือปัญญา สนามรบก็คือประตูพระนครทั้ง 6 แห่ง คือ ตาหู จมูก ลิ้น หายใจ นี้เอง การจะยิงอาวุธทั้ง 3 ประเภทนั้นก็เล็งศูนย์ให้ตรงคือตัวสติสัมปชัญญะ
ยังมีข้อศึกอีกประเภทคือ ชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ พยาธิ ความป่วยไข้ มรณะ ความตาย ถ้าเราเพ่งดูความจริงให้ชัดแล้วก็จะเห็นชาติความเกิดเป็นตัวทุกข์ เพราะเป็นฐานที่ตั้งแห่งความแก่ความเจ็บไข้ความตายและความเศร้าโศกคร่ำครวญทนยากลำบากคับแค้นอัดอั้นตันใจ
เมื่อตรวจตรองจนรู้จักหน้าตาของทุกข์และสมุทัยจนชัดใจแล้วก็จะต้องค้นหาทางละทางวาง หาทางปล่อย หาทางออกจากตัณหานั้น จะละจะวางจะปล่อยจะออกทางไหน โบราณท่านว่า ขึ้นต้นไม้สุดยอดแล้วจะไปทางใด ก็ได้ความว่า ขึ้นทางใดก็ต้องลงทางนั้น อันตัวของเรานี้มาทางเกิดแก่เจ็บตายฉะนี้แล้ว จะออกทางอื่นไม่ได้ ต้องออกทางเกิดแก่เจ็บตายนี้เองจึงจะตรง
เมื่อแน่นอนเกิดขึ้นแก่ใจฉะนี้แล้ว จะต้องตรวจดูความเกิด คำที่ว่าชาติความเกิดนี้ เมื่อไม่เข้าใจให้ระลึกถึงปฏิจจสมุปบาทธรรมที่ว่า “ภวปจฺจยา ชาติ” ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติดังนี้ คำที่ว่าภพนั้น ก็คือความเป็นความมีแห่งสกลกายอันนี้เอง ก็จะเห็นได้ว่าเราเป็นตัวภพตัวชาติ เมื่อภพปรากฎอยู่เพียงใด ชาติก็ย่อมปรากฎอยู่เพียงนั้น ก้จะเห็นได้ว่าเราเกิดอยู่เสมอทุกขณะลมหายใจเข้าออก เมื่อเห็นชาติความเกดซึ่งเป็นปัจจุบันโดยชัดเจนแล้ว ก็จะเห็นความชราความแก่ พยาธิความป่วยไข้ มรณะความตายซึ่งเป็นปัจจุบัน
เมื่อความเห็นอันนี้ชัดใจแล้ว ส่วนชราพยาธิมรณะซึ่งเคยเข้าใจว่าเป็นอนาคตนั้นก็จะดับไป ยังเหลืออยู่แต่ชาติชราพยาธิมรณะ เป็นอดีตบ้างเป็นอนาคตบ้างและเห็นตัวของเราเป็นปัจจุบัน ว่างจากชาติชราพยาธิมรณะด้วยนั้นแล เป็นทุกข์ด้วย เป็นสมุทัยด้วย
อาการที่เห็นชาติพยาธิมรณะเป็นปัจจุบันธรรม คือเป็นตัวเรา หรือตัวเราเป็นชาติชราพยาธิมรณะตรงทีเดียวนั่นแลเป็นนิโรธด้วย เป็นมรรคด้วย เมื่อมรรคภาวนาอันโยคาวจรเจ้าได้เจริญให้เกิดให้มีขึ้นเต็มที่ เป็นสีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิขึ้นในกาลใด ญาณทัสสนะเป็นเครื่องวินิจฉัยว่า นี่โลก นี่ธรรม นี่สมมติ นี่บัญญัติ ก็จะปรากฏขึ้นแก่โยคาวจรเจ้าในกาลนั้น คือบรรลุวิมุตติธรรมนั้นเอง
อันพวกเราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทจะพึงดำเนินตาม แต่พึงเข้าใจว่าทางหนีทางสู้ เหล่านี้จะปรากฏขึ้นได้ต้องอาศัยกิจจญาณ คือปฏิบัติ ตัวภาเวตัพพธรรม เป็นมรรคภาวนา ได้แก่การทำให้พระอัฏฐังคิกมรรคบริบูรณ์ขึ้นเต็มที่แก่ตนเป็นข้อสำคัญ







